วันจันทร์ที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2549

แมนฯ ยูไนเต็ด..ยักษ์ใหญ่เมืองผู้ดี

ปฐมบทของ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ฟุตบอล คลับ เริ่มขึ้นในช่วงต้นทศวรรษ 1870 เมื่อพนักงานการรถไฟกลุ่มหนึ่งก่อตั้งทีมฟุตบอลขึ้นมา อันมีชื่อว่า เดอะ แลงคาเชียร์ แอนด์ ยอร์คเชียร์ เรียลเวย์ ฟุตบอล คลับ และเปลี่ยนมาเป็น นิวตัน ฮีธ ในปี 1878 โดยพวกเขาพยายามเข้าร่วมฟุตบอลลีกถึงสองครั้งแต่ก็ล้มเหลว เพราะไม่มีสโมสรใดให้การสนับสนุน แต่ในที่สุดพวกเขาก็ได้รับการยอมรับเมื่อฟุตบอลลีกแบ่งออกเป็นสองดิวิชั่นในเวลาต่อมาเกมลีกนัดแรกในประวัติศาสตร์ของ นิวตัน ฮีธ คือความพ่ายแพ้ต่อ แบล็คเบิร์น โรเวอร์ส 3-4 แต่ชัยชนะนัดแรกก็มาถึงในไม่ช้า เมื่อถล่มเอาชนะ วูล์ฟแฮมป์ตัน วันเดอเรอร์ส ไปได้ 10-1 จากนั้นทีมกลับทำผลงานได้อย่างน่าผิดหวัง เมื่อชนะเพียงแค่ 6 ใน 30 นัด จนตกไปอยู่ในอับดับบ๊วยของตาราง ก่อนที่จะรอดการตกชั้นเพราะว่าเอาชนะ สมอลล์ ฮีธ 5-2 ที่บรามอลล์เลนอย่างไรก็ตาม ปีต่อมาสโมสรยังคงเล่นแย่เหมือนเดิมจนต้องตกชั้นไปในที่สุด โดยแม้จะมีการยุบลีก และตั้งขึ้นมาใหม่ แต่ทีมก็มีปัญหาในการเข้าร่วม เนื่องจากสถานะทางการเงินไม่เอื้ออำนวย ก่อนที่จะล้มละลายเมื่อปี 1902 โชคดีที่มีผู้อำนวยการโรงกลั่นเบียร์ชื่อ จอห์น เอช.เดวี่ส์ สนใจให้ทุนกับสโมสร ทำให้เขากลายมาเป็นผู้อำนวยการ และประธานสโมสรในที่สุด จากนั้นทีมจึงเปลี่ยนชื่อเป็น แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด มาจนทุกวันนี้เออร์เนสต์ แมกนัลล์ ถูกแต่งตั้งให้เข้ามาเป็นผู้จัดการทีมคนแรกของ แมนฯ ยูไนเต็ด เมื่อปี 1903 โดยเขาได้นำพาสโมสรให้ขึ้นมาจากดิวิชั่น 2 และในฤดูกาล 1907-08 "ปีศาจแดง" สามารถคว้าแชมป์ลีกมายังถิ่น โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด ได้เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของสโมสรด้วยสไตล์การเล่นที่รวดเร็ว และสวยงาม แถมปีถัดมายังคว้าแชมป์เอฟเอ คัพ อีกด้วยสิ้นสุดสงครามโลกครั้งแรก ยูไนเต็ด มีปัญหาเล็กน้อย เมื่อ โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด ใช้การไม่ได้ แถมนักเตะก็แก่เกินไป ทำให้ต้องมีการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ด้วยการเซ็นสัญญากับ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ เพื่อใช้สนาม เมน โร้ด แข่งขันเกมเหย้า พร้อมกับแต่งตั้ง แม็ตต์ บัสบี้ เป็นผู้จัดการทีม และชายผู้นี้แหละที่ได้สร้าง "เร้ด เดวิลส์" ขึ้นมาอีกครั้ง เขาพาทีมที่มีเด็กท้องถิ่นเป็นส่วนมากคว้าแชมป์ลีกในฤดูกาล 1951-52 อันเป็นจุดเริ่มต้นของ บัสบี้ เบ๊บส์ อันลือลั่นแชมป์ลีกในฤดูกาล 1955-56 ยังคงตามมา และสโมสรยังมีลุ้นแชมป์อีกใบ บัสบี้ พาทีมลุยยูโรเปี้ยน คัพ และเข้าถึงรอบรองชนะเลิศ แต่ยังคว้าแชมป์ดิวิชั่นหนึ่งได้อีกสมัย และจะได้กลับมายุโรปใหม่ในปีหน้า อย่างไรก็ตาม กลับมีเหตุเศร้าสลดขึ้นมาเสียก่อน เมื่อเครื่องบินโดยสารทีมที่ลงจอดในมิวนิค เกิดอุบัติเหตุขณะกำลังบินขึ้นฟ้า ผู้เล่น 8 รายในทีมเสียชีวิตทันที และนั่นก็เป็นโศกนาฏกรรมที่สะเทือนใจที่สุดในวงการกีฬาทั่วโลกเลยทีเดียวจากเหตุการณ์ดังกล่าว ทำให้ แม็ตต์ บัสบี้ ตัดสินใจสร้างทีมใหม่เพื่อสร้างฝันที่จะคว้าแชมป์ยูโรเปี้ยน คัพ ให้เป็นจริง นักเตะที่รอดชีวิตได้เพื่อนร่วมทีมใหม่จากทีมสำรอง, ทีมเยาวชน และนักเตะที่ซื้อเข้ามาใหม่ ทีมเริ่มกลับมาแข็งแกร่งขึ้น และเมื่อคว้าแชมป์เอฟเอ คัพ ในปี 1963 ยูไนเต็ด ก็กลับมาอีกครั้ง โดยฤดูกาล 1963- 64 จอร์จ เบสต์ รวมถึง เดนนิส ลอว์ และ บ็อบบี้ ชาร์ลตัน ได้เข้ามาแจ้งเกิด และไม่นานนักสโมสรก็คว้าแชมป์ลีกมาครองได้ 2 สมัยในรอบ 3 ปี ตอนนี้ทีมพร้อมแล้วที่จะลุยยูโรเปี้ยน คัพ อีกครั้งในที่สุดความฝันของ บัสบี้ ก็เป็นจริง เมื่อ ยูไนเต็ด ถล่มเอาชนะ เบนฟิก้า ไปได้ที่ในเวมบลีย์ และคว้าแชมป์ถ้วยสโมสรใบใหญ่สุดของยุโรปไปได้อย่างสวยงาม อย่างไรก็ตาม ปีศาจแดง กลับต้องเผชิญกับฝันร้ายอีกครั้งในช่วงทศวรรษ 1970 วิลฟ์ แม็คกินเนสส์, แฟร้งค์ โอ ฟาร์เรลล์ และ ทอมมี่ ด๊อคเคอร์ตี้ พยายามที่จะมาสืบสานต่อจากเซอร์บัสบี้ แต่กลับไม่เป็นเช่นนั้น เมื่อสโมสรต้องตกชั้นลงไปเล่นในดิวิชั่น 2 ก่อนที่จะกลับขึ้นมาเล่นบนลีกสูงสุดเมืองผู้ดีอีกครั้งในเวลาต่อมา ทศวรรษ 80 เป็นช่วงที่ ยูไนเต็ด มีผลงานการเล่นที่ไม่ค่อยมั่นคงนัก จนทำให้ รอน แอ๊ตกินสัน ถูกดึงตัวให้เข้ามารั้งบังเหียนต่อจาก เดฟ เซ็กซ์ตัน ในปี 1981 เขานำนักเตะใหม่หลายคนเข้ามาสู่ทีม โดยเฉพาะกับ ไบรอัน ร็อบสัน ด้วยค่าตัว 1.5 ล้านปอนด์ หรือประมาณ 105 ล้านบาท อันเป็นสถิติการย้ายทีมของเกาะอังกฤษในเวลานั้น และนี่ก็เป็นการซื้อตัวที่คุ้มค่าที่สุดรายหนึ่ง การคว้าแชมป์เอฟเอ คัพ 2 สมัย ยังคงไม่เพียงพอกับความคาดหวังของบอร์ดบริหาร ส่งผลให้อาชีพผู้จัดการทีม ยูไนเต็ด ของ แอ๊ตกินสัน ต้องสิ้นสุดลง และคนที่มาแทนก็คือ อเล็กซ์ เฟอร์กูสันย่างก้าวแรกของ "เฟอร์กี้" ในถิ่น โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด รู้ดีว่าเขาต้องเผชิญหน้ากับแรงกดดันมหาศาลอันเป็นเหตุให้ผู้จัดการทีมคนก่อนอย่าง แอ๊ตกินสัน ต้องกระเด็นจากไป แค่แชมป์เอฟเอ คัพ อย่างเดียวไม่เพียงพอจะตอบสนองความทะเยอทะยานของสโมสรยักษ์ใหญ่อย่าง แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ได้แต่งานของ "เฟอร์กี้" ในช่วงแรกไม่ใช่เรื่องง่าย เมื่อยุคนั้น ลิเวอร์พูล กำลังครองอาณาจักร โดยมี อาร์เซน่อล และ เอฟเวอร์ตัน คอยหาทางสอดแทรกอยู่เป็นระยะ18 เดือนแรกของ เฟอร์กี้ ดูจะไปได้ราบรื่น เมื่อ ยูไนเต็ด จบด้วยอันดับสองในปี 1988 เป็นรองแค่ ลิเวอร์พูล ทีมเดียว ทว่าจากจุดสูงสุดครั้งนั้น ปีศาจแดง กลับดำดิ่งเหมือนลืมติดร่มชูชีพ ความพ่ายแพ้ยับเยิน 1-5 ต่อเพื่อนร่วมเมือง แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ในเดือนพฤศจิกายน 1989 ถึงกับเกิดกระแสเรียกร้องให้ปลดเขาออกจากตำแหน่ง ขณะที่ทีมเข้าป้ายแค่อันดับ 11 เมื่อจบฤดูกาลหากกลับมาดูความสำเร็จในปัจจุบันต้องถือเป็นการตัดสินใจครั้งสำคัญที่สุดของบอร์ดปีศาจแดงที่ปล่อยให้ เฟอร์กูสัน ทำงานพิสูจน์ฝีมือต่อ และประตูชัยของ มาร์ค โรบินส์ ในเกมเอฟเอ คัพ รอบ 3 ที่ น็อตติ้งแฮม ฟอเรสต์ ในเดือนมกราคม 1990 เสมือนหนึ่งการปลดแอกสู่ยุคทองของสโมสร ยูไนเต็ด ในเวลาต่อมา "เร้ด เดวิลส์" เดินหน้าสู่ชัยชนะแชมป์แรกภายใต้ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ด้วยการคว่ำ คริสตัล พาเลซ ในรอบชิง! ชนะเลิศ นัดรีเพลย์ จากนั้นในปี 1991 ถ้วยใบที่สองก็ตามมา เมื่อ ยูไนเต็ด ปราบยักษ์ใหญ่อย่าง บาร์เซโลน่า ในนัดชิงคัพ วินเนอร์ส คัพ ที่ร็อตเตอร์ดัม อย่างไรก็ตาม เฟอร์กี้ รู้ดีว่าตำแหน่งแชมป์ลีกเท่านั้นที่จะยกภูเขาออกจากบ่า แต่การรอคอยต้องยืดเยื้อต่อไป เมื่อในปี 1992 ยูไนเต็ด ทำได้แค่ใกล้เคียงอย่างที่สุด จากการที่ถูก ลีดส์ ยูไนเต็ด แย่งแชมป์ไปแบบพลิกความคาดหมาย ขณะที่รางวัลปลอบใจมีเพียงถ้วยลีก คัพ เท่านั้น พฤศจิกายน 1992 การมาของ เอริก คันโตน่า พิสูจน์ให้เห็นว่า เฟอร์กี้ ค้นพบจิ๊กซอว์ชิ้นสุดท้ายแล้วในการไล่ล่าแชมป์ ซึ่งปีศาจแดงรอคอยมานานถึง 26 ปี พวกเขาครองแชมป์พรีเมียร์ชิพในปี 1993 กลายเป็นทีมดีที่สุดในประเทศ และยิ่งตอกย้ำความสุดยอดด้วยการคว้าดับเบิ้ลแชมป์ในปี 1994 แถมยังเกือบเป็นทริปเบิ้ลแชมป์ด้วย หากไม่เพราะความพ่ายแพ้ในนัดชิงชนะเลิศถ้วยลีก คัพการขาด คันโตน่า ในฤดูกาลถัดมา เนื่องจากติดโทษแบนส่งผลกระทบสำคัญต่อการพลาดดับเบิ้ลแชมป์อีกสมัย เมื่อ ยูไนเต็ด พลาดท่าในลีกต่อ แบล็คเบิร์น โรเวอร์ส ขณะที่พ่ายต่อ เอฟเวอร์ตัน ในเกมนัดชิงเอฟเอ คัพ พอถึงช่วงซัมเมอร์ปี 1995 บรรดาเร้ด อาร์มี่ เริ่มวิตก เมื่อ เฟอร์กี้ ถ่ายเลือดครั้งใหญ่ขายผู้เล่นชั้นดีอย่าง พอล อินซ์, มาร์ค ฮิวจ์ส และ อังเดร แคนเชลสกี้ส์ ในเวลาไล่เลี่ยกัน แต่เด็กดาวรุ่งรุ่นใหม่อย่าง เดวิด เบ็คแฮม, แกรี่ เนวิลล์ รวมทั้ง พอล สโคลส์ ตอบแทนเจ้านายด้วยการนำปีศาจแดงครองดับเบิ้ลแชมป์สมัยที่ 2 เป็นทีมแรกของประเทศในปี 1997 ยูไนเต็ด ยังคงรักษาตำแหน่งทีมอันดับหนึ่งของประเทศ แต่นั่นก็ต้องแลกกับการประกาศอำลาสังเวียนของเฟร้นช์แมน คันโตน่า ที่เหมือนระเบิดหย่อนตูมกลางสนาม โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด นั่นทำให้ฤดูกาลถัดมา แม้จะนำโด่งเป็นจ่าฝูง แต่จากอาการบาดเจ็บของนักเตะ ส่งผลให้ อาร์เซน่อล ที่กวาดชัยชนะ 10 นัดรวด แซงเข้าป้ายคว้าแชมป์ แถมยังตีเสมอสถิติดับเบิ้ลแชมป์สมัยที่ 2 ด้วยการอัดคู่ชิง นิวคาสเซิ่ล ยูไนเต็ด ในเอฟเอ คัพ1998-99 ฤดูกาลที่ได้ถูกบันทึกในประวัติศาสตร์ลูกหนังอังกฤษ และอยู่ในความทรงจำของชาวเร้ด อาร์มี่ ตลอดกาลนาน เมื่อ เฟอร์กี้ ท้าเดิมพันความสำเร็จแบบระเบิดสุดๆ กับเงินจำนวน 27 ล้านปอนด์ หรือประมาณ 2,025 ล้านบาท เพื่อคว้า 3 ขุนพลตัวใหม่ทั้ง ดไวท์ ยอร์ค, ยาป สตัม และ เจสเปอร์ บลอมควิสต์ มาเสริมทีม แต่บทสรุปก็เป็นที่ประจักษ์ เมื่อ แมนฯ ยูไนเต็ด ไม่ใช่สุดยอดสโมสรแค่ในประเทศ เมื่อพวกเขาคว่ำเอาชนะ บาเยิร์น มิวนิค ได้ในช่วงทดเวลาบาดเจ็บของศึกยูโรเปี้ยน คัพ พร้อมกับคว้าทริปเบิ้ลแชมป์ได้อย่างเต็มภาคภูมิแต่โลกลูกหนังยังคงดำเนินต่อไป เฟอร์กูสัน เริ่มมีการถ่ายเทนักเตะบางรายที่คิดว่าหมดไฟกับทีม และคว้าผู้เล่นใหม่เข้ามาแทนที่ เห็นได้ชัดสุดคงเป็นในรายของ เดวิด เบ็คแฮม ที่ถูกปล่อยไปให้กับ รีล มาดริด จากนั้นทีมก็ไม่ประสบความสำเร็จเหมือนเคย พร้อมกับการเข้ามาครอบครองสโมสรของ มัลคอล์ม เกลเซอร์ มหาเศรษฐีชาวสหรัฐฯ เจ้าของทีม แทมป้า เบย์ บัคคาเนียร์ส ในศึกอเมริกันฟุตบอลเอ็นเอฟแอล และยิ่งการที่ เชลซี กลายเป็นมหาอำนาจรายใหม่ของเมืองผู้ดี ทำให้เป็นที่สงสัยว่าอนาคตของ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด จะเป็นอย่างไรต่อไป

1 ความคิดเห็น:

  1. ไม่ระบุชื่อ21 มิถุนายน, 2554 12:40

    เยื่อมผมยังรักแมนยูฯครับ
    19 สมัยครับ

    ตอบลบ