วันพฤหัสบดีที่ 27 เมษายน พ.ศ. 2549

โรงเรียนโพธิสังวรวิทยา วัดสกุณปักษี

      วัดสกุณปักษี มีชื่อเดิมที่ชาวบ้านเรียกว่า “วัดนกกระจอก” เนื่องจากบริเวณโดยรอบวัดเป็นพื้นที่เกษตรกรรมทำนา มีแหล่งน้ำและอาหารสมบูรณ์ทำให้เป็นที่รวมกลุ่มของนกต่าง ๆ จำนวนมากตามธรรมชาติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งบริเวณวัดเคยเป็นที่รวมตัวของฝูงนกกระจอกจำนวนมาก วัดนกกระจอกหรือวัดสกุณปักษีสร้างประมาณ พ.ศ. ๒๓๕๘ ในปัจจุบันมีที่ตั้งอยู่ท่ามกลางพื้นที่ชนบทซึ่งชาวบ้านส่วนใหญ่ทำการเกษตรและการค้าขายทั่วไป ทำเลที่ตั้งอยู่ฝั่งทิศตะวันออกของแม่น้ำท่าว้า ต.ตลิ่งชัน
อ.เมือง จ.สุพรรณบุรี และมีคลองชลประทานขนาบอยู่อีกด้านหนึ่งของวัด บริเวณวัดมีเนื้อที่ประมาณ ๑๕ ไร่เศษ พระครูสุวรรณวชิรธรรม ดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาส
      การเดินทางจากตัวจังหวัดสุพรรณบุรีไปยังวัดสกุณปักษี ในปัจจุบันทำได้โดยสะดวกโดยใช้ ทางหลวงสายสุพรรณบุรี-ดอนเจดีย์ มุ่งสู่ที่ตั้งอำเภอดอนเจดีย์ จังหวัดสุพรรณบุรี จนถึงทางแยกท่าเสด็จจะพบทางแยกขวามือเป็นถนนเลียบคลองชลประทานตรงเข้าสู่วัดสกุณปักษี ประมาณ 3 กิโลเมตร คิดระยะทางรวมทั้งสิ้นจากตัวเมืองสุพรรณบุรีถึงวัดสกุณปักษีประมาณ ๓๐ กิโลเมตร
      ปัจจุบันวัดสกุณปักษีจัดการศึกษา ๔ ประเภทดังนี้
      ๑. ศูนย์อบรมเด็กก่อนเกณฑ์วัดสกุณปักษี
      ๒. ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กบ้านท่าข้าม
      ๓. โรงเรียนเอกชนการกุศลวัดสุกณปักษี
      ๔. โรงเรียนโพธิสังวรวิทยา (พระปริยัติธรรมแผนกสามัญศึกษา)
      ทั้งนี้ ลำดับการจัดตั้งสถานศึกษาอบรมต่าง ๆ ข้างต้น ได้แก่
      (๑) การเปิดโรงเรียนโพธิสังวรวิทยา เพื่อสอนหลักสูตรพระปริยัติธรรม แผนกสามัญศึกษาแก่ภิกษุสามเณร ตั้งแต่ พ.ศ. ๒๕๒๖
      (๒) การเปิดศูนย์อบรมเด็กก่อนเกณฑ์ เพื่อดูแลอบรมเด็กก่อนวัยเรียนที่จะเข้าศึกษาในหลักสูตรการศึกษาภาคบังคับต่อไป ตั้งแต่ พ.ศ. ๒๕๓๖ จนถึงปัจจุบัน
      (๓) การเปิดศูนย์พัฒนาเด็กเล็กบ้านท่าข้าม ตามโครงการร่วมกับกรมการพัฒนาชุมชน กระทรวงมหาดไทย ตั้งแต่ พ.ศ. ๒๕๓๙ และ
     (๔) การเปิดโรงเรียนเอกชนการกุศลวัดสกุณปักษีเพื่อสอนหลักสูตรสามัญศึกษาแก่เด็กในวัยเรียนตั้งแต่ระดับชั้นประถมศึกษา-มัธยมศึกษาปีที่ 3 ตั้งแต่ พ.ศ. ๒๕๔๐-ปัจจุบัน
      ในการจัดการศึกษาสำหรับเยาวชนในละแวกชุมชนใกล้เคียงให้สามารถมีสถานที่ศึกษาเล่าเรียนอย่างเป็นทางการภายในวัดด้วยความต่อเนื่องจากช่วงวัยก่อนประถมศึกษา, ประถมศึกษา และมัธยมศึกษานั้น วัดสกุณปักษีดำเนินการโดยอาศัยหลักสำคัญพอสรุปได้ดังนี้
      ๑. การใช้ทรัพยากรทางวัตถุและทรัพยากรทางการเงินนอกงบประมาณภาครัฐไปผสมผสานเพิ่มเติมเป็นค่าใช้จ่ายส่วนต่าง ๆ ตามสถานการณ์ ความจำเป็นประกอบกับฐานงบประมาณที่ได้รับการสนับสนุนภาครัฐตามที่กฎหมายกำหนด
      ๒. การจัดตั้งโครงสร้างองค์กรแบบรูปนัยตามหลักการบริหารที่กำหนดโดยเงื่อนไขเชิงระเบียบและกฎหมายของภาครัฐเพื่อขอรับการอนุญาตให้สามารถดำเนินการจัดการศึกษาโดยวัดได้อย่างเป็นทางการ
      ๓. การผสมผสานบูรณาการวิธีบริหารจัดการงบประมาณ, การบริหารบุคคล และการบริหารการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าตามสถานการณ์โดยประยุกต์ใช้ทั้งรูปแบบการบริหารองค์กรรูปนัย ประกอบกับการบริหารความสัมพันธ์เชิงองค์กรแบบอรูปนัย ให้สามารถดำรงรักษากิจกรรมการจัดการศึกษา
ต่าง ๆ ของวัดต่อเนื่องได้ในระยะยาว เช่น การใช้เงินที่มีผู้บริจาคให้เจ้าอาวาสมาสมทบจ่ายเป็นค่าตอบแทนให้ครูอาจารย์ที่เป็นฆราวาสในบางเดือน, การขอความอนุเคราะห์จากผู้มีความสัมพันธ์เชิงเครือญาติ และชุมชนกับท้องถิ่นละแวกใกล้เคียงกับวัดให้ช่วยกันสนับสนุนอาหารสำหรับเลี้ยงดูนักเรียนภายในวัด, การจัดกิจกรรมทอดผ้าป่าสามัคคีเพื่อระดมวัสดุอุปกรณ์การเรียนมาแจกจ่ายให้นักเรียนของวัด เป็นต้น
      สำหรับโรงเรียนพระปริยั ติธรรมแผนกสามัญศึกษา “โรงเรียนโพธิสังวรวิทยา” ได้รับอนุมัติจากกรมการศาสนา กระทรวงศึกษาธิการ ให้ เปิดสอนพระปริยัติธรรมแผนกสามัญศึกษาตาใบอนุญาตเลขที่ ๑๐๕/๒๕๒๖ อาศัยอำนาจในข้อ ๔ แห่งระเบียบกระทรวงศึกษาธิการ ว่าด้วยโรงเรียนพระปริยัติธรรม แผนกสามัญศึกษา พ.ศ. ๒๕๑๔ โดยความเห็นชอบของประธานสภาการศึกษาคณะสงฆ์
      กระทรวงศึกษาธิการ อนุญาตให้วัดสกุณปักษี โดยมีพระมหาบุญเชียร เตชธมฺโม ตำแหน่งเจ้าอาวาส อายุ ๓๕ ปี พรรษา ๑๕ จัดตั้งโรงเรียนพระปริยัติธรรม แผนกสามัญศึกษาสำหรับพระภิกษุ-สามเณร ขึ้นที่วัดสกุณปักษี เลขที่ ๒๘๗/๑ ม. ๑ ถนนโพธิวรคุณ ต.สนามคลี อ.เมือง จ.สุพรรณบุรี
      โรงเรียนโพธิสังวรวิทยา เปิดให้การศึกษาแก่พระภิกษุ-สามเณร เพื่อศึกษาเล่าเรียนทั้งคดีโลก-คดีธรรม ควบคู่กันไปโดยเปิดเรียนทั้ งแผนกธรรม-แผนกบาลี แผนกธรรมตั้งแต่นักธรรมชั้นตรี-เอก แผนกบาลี ตั้งแต่ชั้นบาลีไวยากรณ์-เปรียญธรรม ๕ ประโยค แผนกสามัญศึกษาเปิดทำการสอนตั้งแต่ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น-ตอนปลาย
      โรงเรียนโพธิสังวรวิทยาเปิดทำการเรียนการสอนระดับมัธยมศึกษาตอนต้นเมื่อวันที่ ๖ มกราคม พ.ศ. ๒๕๒๖ มีนักเรียนรุ่นแรกเป็นจำนวน ๑๗๐ รูป การจัดการเรียนการสอนเมื่อเริ่มแรกเปิดโรงเรียนยังไม่มีอาคารเรียนโดยเฉพาะแต่ใช้ศาลาการเปรียญและศาลาฌาปนกิจซึ่งหลวงพ่อโพธิสังวร (วัดโพธินิมิต กรุงเทพฯ) สร้างให้เป็นสถานที่เรียนชั่วคราวมี ๔ ห้องเรียน
      บันทึกความจำของพระครูสุวรรณวชิรธรรม อธิบายถึงข้อจำกัดด้านงบประมาณสำหรับการดำเนินการโรงเรียนโพธิสังวรวิทยาในช่วง ๒-๓ ปีแรก ว่า
      “โรงเรียนโพธิสังวรวิทยาได้รับการอนุญาตให้เปิดทำการเรียนการสอนได้ ในระดับมัธยมศึกษาตอนต้นในวันที่ ๖ มกราคม พ.ศ. ๒๕๒๖ เป็นรุ่นแรกโดยมีนักเรียนเข้าเรียนถึง ๑๗๐ รูป ซึ่งเป็นจำนวนที่มากสำหรับวัดในชนบท ทำให้เกิดปัญหาเรื่องอาหารขบฉัน หลวงพ่อจึงได้ซื้อรถบัส ๒ คัน จำนวนเงิน ๔๔๐,๐๐๐ เพื่อที่จะใช้เป็นยานพาหนะทั้งในการบิณฑบาตในตัวจังหวัดสุพรรณบุรี และต่างจังหวัด ที่ต้องบิณฑบาตในต่างจังหวัดนั้นส่วนหนึ่งก็เพื่อจะได้ประกาศบอกบุญแก่ญาติโยมเพื่อจะมาเป็นเจ้าภาพถวายภัตตาหารเช้า-เพล และเพื่อจะได้ปัจจัยมาใช้จ่ายให้การจัดการเรียนการสอน เพราะในปีแรกนั้นทางโรงเรียนไม่ได้รับงบประมาณอุดหนุน มาได้ในปีที่ ๒ (พ.ศ. ๒๕๒๗) ประมาณ ๗,๐๐๐ บาท และในปีที่ ๓ จำนวน ๑๒,๐๐๐ บาท”
      การแสวงหางบประมาณนอกเหนือจากการอุดหนุนโดยรัฐเป็นภาระงานสำคัญที่ผู้บริหารวัดและโรงเรียนโพธิสังวรวิทยาต้องดำเนินการท่ามกลางเงื่อนไขข้อจำกัดงบประมาณอุดหนุนจากรัฐ
การสนับสนุนอุปการะจากพระโพธิสังวรเถระ (หลวงพ่อโพธิฯ) ตามที่กล่าวถึงข้างต้นเป็นส่วนหนึ่งของแหล่งทุนสนับสนุนการก่อตั้งดำเนินการโรงเรียนในระยะแรก นอกเหนือไปจากนั้น โรงเรียนโพธิสังวรวิทยายังต้องการงบประมาณสำหรับใช้จ่ายหมุนเวียนอีกเป็นจำนวนมากกว่าที่ได้รับจากเงินอุดหนุนโดยรัฐการแสวงหาปัจจัยอาหารและงบประมาณหมุนเวียนสนับสนุนการดำเนินงานโรงเรียนโพธิสังวรวิทยาในลักษณะดังกล่าวดำเนินควบคู่กับความพยายามในการระดมทุนสำหรับก่อสร้างอาคารเรียนถาวรซึ่งผู้บริหารวัดใช้เวลาประมาณ ๓ ปีในการก่อสร้างตั้งแต่ช่วงปี พ.ศ. ๒๕๒๖ เป็นอาคารเรียน ๓ ชั้นใช้งบประมาณก่อสร้างทั้งสิ้นราว ๔,๒๐๐,๐๐๐ บาทเศษ
      การบริหารจัดการโรงเรียนโพธิสังวรวิทยาโดยอาศัยการระดมทรัพยากรและทุนสนับสนุนแบบพึ่งพาตนเองเป็นส่วนสำคัญเช่นนั้นดำเนินต่อเนื่องจนเกิดเสถียรภาพในการจัดการเรียนการสอนหลักสูตรพระปริยัติธรรมแผนกสามัญศึกษาได้ในทางปฏิบัติจนกระทั่งในเวลาต่อมาสามารถระดมทุนจัดสร้างอาคารที่พักสำหรับนักเรียนในโรงเรียนโพธิสังวรวิทยาเป็นอาคารตึก ๓ ชั้น จำนวนห้องพัก ๙๒ ห้องตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๓๔ ตามที่ระบุในบันทึกความจำที่พระครูสุวรรณวชิรธรรมบอกเล่าต่อลูกศิษย์ในวัดสกุณปักษี ความว่า
      “หลังจากการทำการเปิดโรงเรียนพระปริยัติธรรมมาพอสมควร หลวงพ่อก็ได้เล็งเห็นถึงการจัดการเรียนการสอนในด้านที่พักซึ่งถือว่าเป็นปัจจัยที่สำคัญประการหนึ่งและเนื่องจากในช่วงแรก ๆ ไม่มีที่พักอาศัยที่มั่นคง ดังนั้นหลวงพ่อจึงได้สร้างที่พักเป็นอาคารตึก ๓ ชั้นจำนวน ๙๒ ห้องให้เป็นที่พักสำหรับนักเรียนทุกรูปเสร็จในปี พ.ศ. ๒๕๓๔”
      ข้อมูลเอกสารของผู้บริหารโรงเรียนโพธิสังวรวิทยาระบุถึงแหล่งงบประมาณสนับสนุนการจัดการเรียนการสอนตามหลักสูตรพระปริยัติธรรมแผนกสามัญศึกษาของโรงเรียนดังกล่าวในปัจจุบันว่ามาจาก ๓ ส่วนสำคัญได้แก่
      (๑) งบประมาณอุดหนุนจากสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ
      (๒) งบประมาณสนับสนุนจากรายได้ของวัดสกุณปักษี และ
      (๓) งบประมาณจากการบริจาคของผู้มีจิตศรัทธาสนับสนุนการจัดการศึกษาของวัด
      ในปัจจุบันการดำเนินงานของโรงเรียนโพธิสังวรวิทยาประยุกต์ใช้แนวทางการบริหารองค์กรแบบรูปนัยทำนองเดียวกับที่ใช้ในการจัดการศึกษาแบบทางการของโรงเรียนต่าง ๆ โดยทั่วไปในการจัดการศึกษาแบบทางการดังกล่าวมีการกำหนดหรือจัดตั้งคณะกรรมการบริหารโรงเรียน, การกำหนดผังตารางสอนและเวลาเรียนตามโครงการสร้างหลักสูตรที่กำหนดอย่างเป็นทางการโดยกระทรวงศึกษาธิการ
การบริหารโรงเรียนในรูป “คณะกรรมการบริหารโรงเรียน” มีเจ้าอาวาสเป็นผู้รับใบอนุญาตดำเนินการโรงเรียน และมีอาจารย์ใหญ่เป็นหัวหน้าฝ่ายบริหารภายในโรงเรียนซึ่งจำแนกตำแหน่งหน้าที่ออกเป็น “หัวหน้ากลุ่มสาระวิชา” ต่าง ๆ โดยมีบุคลากรฝ่ายธุรการทำหน้าที่ประสานงานสนับสนุนการจัดการเรียนการสอน
      การจัดการเรียนการสอนหลักสูตรพระปริยัติธรรมแผนกสามัญศึกษาในโรงเรียนโพธิสังวรวิทยาได้รับการจำแนกออกเป็น “ช่วงชั้นที่ ๓” (มัธยมศึกษาปีที่ ๑-๓) และ “ช่วงชั้นที่ ๔” (มัธยมศึกษาปีที่ ๔-๖) เอกสารของโรงเรียนระบุว่าการจัดการเรียนการสอนในช่วงชั้นที่ ๓ กำหนดให้เป็นการศึกษารายปี ขณะที่การจัดการเรียนการสอนในช่วงชั้นปีที่ ๔ กำหนดเป็นการศึกษารายภาคโดยให้มีเวลาเรียนภาคเรียนละ ๒๐ สัปดาห์หรือปีละ ๔๐ สัปดาห์ ทั้งนี้ในแต่ละสัปดาห์ให้ใช้เวลาเรียน ๕ วัน ๆ ละ ๖-๗ ชั่วโมง
      เนื้อหาวิชาที่มีการเรียนการสอนจำแนกตามโครงสร้างหลักสูตรของทางราชการเป็น ๘ กลุ่มสาระวิชา ได้แก่ (๑) ภาษาไทย (๒) คณิตศาสตร์ (๓) วิทยาศาสตร์ (๔) สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม (๕) สุขศึกษาและพลศึกษา (๖) ศิลปะ (๗) การงานอาชีพและเทคโนโลยี และ (๘) ภาษาต่างประเทศ
      อย่างไรก็ตามเนื่องจากการจัดการเรียนการสอนของโรงเรียนตามหลักสูตรพระปริยัติธรรมแผนกสามัญศึกษาเป็นการจัดการศึกษาสำหรับพระภิกษุสามเณร ดังนั้น การจัดการเรียนการสอนดังกล่าวจึงยังมีการศึกษาเล่าเรียนตามหลักสูตรคณะสงฆ์เป็นองค์ประกอบสำคัญควบคู่กับการศึกษาเล่าเรียนด้านวิชาสามัญศึกษาด้วย
      โรงเรียนโพธิสังวรวิทยาได้จัดเวลาเปิดทำการสอนเป็นภาคเช้า (ตั้งแต่ ๐๙.๐๐ น.) และภาคบ่าย (๑๓.๐๐-๑๙.๒๐ น.)โดยจัดให้การศึกษาภาคเช้าเป็นการศึกษาของคณะสงฆ์ (บาลีไวยากรณ์-ป.ธ.๕) และการศึกษาภาคบ่ายเป็นการเรียนการสอนแผนกสามัญศึกษาระดับมัธยมศึกษาตอนต้น-ตอนปลายตามที่แจกแจงในตารางการศึกษาข้างต้น

วันอังคารที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2549

ธูปยังมีควัน

...ทะเลยังคงมีคลื่น...
วันคืนยังคงคลาเคลื่อน
...แสงดาวยังอยู่คู่แสงเดือน...
ภาพของเธอจะไม่เลือนไปจากใจ
...- อยากบอกว่ายังคงรักเธอ -...

วันจันทร์ที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2549

แมนฯ ยูไนเต็ด..ยักษ์ใหญ่เมืองผู้ดี

ปฐมบทของ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ฟุตบอล คลับ เริ่มขึ้นในช่วงต้นทศวรรษ 1870 เมื่อพนักงานการรถไฟกลุ่มหนึ่งก่อตั้งทีมฟุตบอลขึ้นมา อันมีชื่อว่า เดอะ แลงคาเชียร์ แอนด์ ยอร์คเชียร์ เรียลเวย์ ฟุตบอล คลับ และเปลี่ยนมาเป็น นิวตัน ฮีธ ในปี 1878 โดยพวกเขาพยายามเข้าร่วมฟุตบอลลีกถึงสองครั้งแต่ก็ล้มเหลว เพราะไม่มีสโมสรใดให้การสนับสนุน แต่ในที่สุดพวกเขาก็ได้รับการยอมรับเมื่อฟุตบอลลีกแบ่งออกเป็นสองดิวิชั่นในเวลาต่อมาเกมลีกนัดแรกในประวัติศาสตร์ของ นิวตัน ฮีธ คือความพ่ายแพ้ต่อ แบล็คเบิร์น โรเวอร์ส 3-4 แต่ชัยชนะนัดแรกก็มาถึงในไม่ช้า เมื่อถล่มเอาชนะ วูล์ฟแฮมป์ตัน วันเดอเรอร์ส ไปได้ 10-1 จากนั้นทีมกลับทำผลงานได้อย่างน่าผิดหวัง เมื่อชนะเพียงแค่ 6 ใน 30 นัด จนตกไปอยู่ในอับดับบ๊วยของตาราง ก่อนที่จะรอดการตกชั้นเพราะว่าเอาชนะ สมอลล์ ฮีธ 5-2 ที่บรามอลล์เลนอย่างไรก็ตาม ปีต่อมาสโมสรยังคงเล่นแย่เหมือนเดิมจนต้องตกชั้นไปในที่สุด โดยแม้จะมีการยุบลีก และตั้งขึ้นมาใหม่ แต่ทีมก็มีปัญหาในการเข้าร่วม เนื่องจากสถานะทางการเงินไม่เอื้ออำนวย ก่อนที่จะล้มละลายเมื่อปี 1902 โชคดีที่มีผู้อำนวยการโรงกลั่นเบียร์ชื่อ จอห์น เอช.เดวี่ส์ สนใจให้ทุนกับสโมสร ทำให้เขากลายมาเป็นผู้อำนวยการ และประธานสโมสรในที่สุด จากนั้นทีมจึงเปลี่ยนชื่อเป็น แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด มาจนทุกวันนี้เออร์เนสต์ แมกนัลล์ ถูกแต่งตั้งให้เข้ามาเป็นผู้จัดการทีมคนแรกของ แมนฯ ยูไนเต็ด เมื่อปี 1903 โดยเขาได้นำพาสโมสรให้ขึ้นมาจากดิวิชั่น 2 และในฤดูกาล 1907-08 "ปีศาจแดง" สามารถคว้าแชมป์ลีกมายังถิ่น โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด ได้เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของสโมสรด้วยสไตล์การเล่นที่รวดเร็ว และสวยงาม แถมปีถัดมายังคว้าแชมป์เอฟเอ คัพ อีกด้วยสิ้นสุดสงครามโลกครั้งแรก ยูไนเต็ด มีปัญหาเล็กน้อย เมื่อ โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด ใช้การไม่ได้ แถมนักเตะก็แก่เกินไป ทำให้ต้องมีการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ด้วยการเซ็นสัญญากับ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ เพื่อใช้สนาม เมน โร้ด แข่งขันเกมเหย้า พร้อมกับแต่งตั้ง แม็ตต์ บัสบี้ เป็นผู้จัดการทีม และชายผู้นี้แหละที่ได้สร้าง "เร้ด เดวิลส์" ขึ้นมาอีกครั้ง เขาพาทีมที่มีเด็กท้องถิ่นเป็นส่วนมากคว้าแชมป์ลีกในฤดูกาล 1951-52 อันเป็นจุดเริ่มต้นของ บัสบี้ เบ๊บส์ อันลือลั่นแชมป์ลีกในฤดูกาล 1955-56 ยังคงตามมา และสโมสรยังมีลุ้นแชมป์อีกใบ บัสบี้ พาทีมลุยยูโรเปี้ยน คัพ และเข้าถึงรอบรองชนะเลิศ แต่ยังคว้าแชมป์ดิวิชั่นหนึ่งได้อีกสมัย และจะได้กลับมายุโรปใหม่ในปีหน้า อย่างไรก็ตาม กลับมีเหตุเศร้าสลดขึ้นมาเสียก่อน เมื่อเครื่องบินโดยสารทีมที่ลงจอดในมิวนิค เกิดอุบัติเหตุขณะกำลังบินขึ้นฟ้า ผู้เล่น 8 รายในทีมเสียชีวิตทันที และนั่นก็เป็นโศกนาฏกรรมที่สะเทือนใจที่สุดในวงการกีฬาทั่วโลกเลยทีเดียวจากเหตุการณ์ดังกล่าว ทำให้ แม็ตต์ บัสบี้ ตัดสินใจสร้างทีมใหม่เพื่อสร้างฝันที่จะคว้าแชมป์ยูโรเปี้ยน คัพ ให้เป็นจริง นักเตะที่รอดชีวิตได้เพื่อนร่วมทีมใหม่จากทีมสำรอง, ทีมเยาวชน และนักเตะที่ซื้อเข้ามาใหม่ ทีมเริ่มกลับมาแข็งแกร่งขึ้น และเมื่อคว้าแชมป์เอฟเอ คัพ ในปี 1963 ยูไนเต็ด ก็กลับมาอีกครั้ง โดยฤดูกาล 1963- 64 จอร์จ เบสต์ รวมถึง เดนนิส ลอว์ และ บ็อบบี้ ชาร์ลตัน ได้เข้ามาแจ้งเกิด และไม่นานนักสโมสรก็คว้าแชมป์ลีกมาครองได้ 2 สมัยในรอบ 3 ปี ตอนนี้ทีมพร้อมแล้วที่จะลุยยูโรเปี้ยน คัพ อีกครั้งในที่สุดความฝันของ บัสบี้ ก็เป็นจริง เมื่อ ยูไนเต็ด ถล่มเอาชนะ เบนฟิก้า ไปได้ที่ในเวมบลีย์ และคว้าแชมป์ถ้วยสโมสรใบใหญ่สุดของยุโรปไปได้อย่างสวยงาม อย่างไรก็ตาม ปีศาจแดง กลับต้องเผชิญกับฝันร้ายอีกครั้งในช่วงทศวรรษ 1970 วิลฟ์ แม็คกินเนสส์, แฟร้งค์ โอ ฟาร์เรลล์ และ ทอมมี่ ด๊อคเคอร์ตี้ พยายามที่จะมาสืบสานต่อจากเซอร์บัสบี้ แต่กลับไม่เป็นเช่นนั้น เมื่อสโมสรต้องตกชั้นลงไปเล่นในดิวิชั่น 2 ก่อนที่จะกลับขึ้นมาเล่นบนลีกสูงสุดเมืองผู้ดีอีกครั้งในเวลาต่อมา ทศวรรษ 80 เป็นช่วงที่ ยูไนเต็ด มีผลงานการเล่นที่ไม่ค่อยมั่นคงนัก จนทำให้ รอน แอ๊ตกินสัน ถูกดึงตัวให้เข้ามารั้งบังเหียนต่อจาก เดฟ เซ็กซ์ตัน ในปี 1981 เขานำนักเตะใหม่หลายคนเข้ามาสู่ทีม โดยเฉพาะกับ ไบรอัน ร็อบสัน ด้วยค่าตัว 1.5 ล้านปอนด์ หรือประมาณ 105 ล้านบาท อันเป็นสถิติการย้ายทีมของเกาะอังกฤษในเวลานั้น และนี่ก็เป็นการซื้อตัวที่คุ้มค่าที่สุดรายหนึ่ง การคว้าแชมป์เอฟเอ คัพ 2 สมัย ยังคงไม่เพียงพอกับความคาดหวังของบอร์ดบริหาร ส่งผลให้อาชีพผู้จัดการทีม ยูไนเต็ด ของ แอ๊ตกินสัน ต้องสิ้นสุดลง และคนที่มาแทนก็คือ อเล็กซ์ เฟอร์กูสันย่างก้าวแรกของ "เฟอร์กี้" ในถิ่น โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด รู้ดีว่าเขาต้องเผชิญหน้ากับแรงกดดันมหาศาลอันเป็นเหตุให้ผู้จัดการทีมคนก่อนอย่าง แอ๊ตกินสัน ต้องกระเด็นจากไป แค่แชมป์เอฟเอ คัพ อย่างเดียวไม่เพียงพอจะตอบสนองความทะเยอทะยานของสโมสรยักษ์ใหญ่อย่าง แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ได้แต่งานของ "เฟอร์กี้" ในช่วงแรกไม่ใช่เรื่องง่าย เมื่อยุคนั้น ลิเวอร์พูล กำลังครองอาณาจักร โดยมี อาร์เซน่อล และ เอฟเวอร์ตัน คอยหาทางสอดแทรกอยู่เป็นระยะ18 เดือนแรกของ เฟอร์กี้ ดูจะไปได้ราบรื่น เมื่อ ยูไนเต็ด จบด้วยอันดับสองในปี 1988 เป็นรองแค่ ลิเวอร์พูล ทีมเดียว ทว่าจากจุดสูงสุดครั้งนั้น ปีศาจแดง กลับดำดิ่งเหมือนลืมติดร่มชูชีพ ความพ่ายแพ้ยับเยิน 1-5 ต่อเพื่อนร่วมเมือง แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ในเดือนพฤศจิกายน 1989 ถึงกับเกิดกระแสเรียกร้องให้ปลดเขาออกจากตำแหน่ง ขณะที่ทีมเข้าป้ายแค่อันดับ 11 เมื่อจบฤดูกาลหากกลับมาดูความสำเร็จในปัจจุบันต้องถือเป็นการตัดสินใจครั้งสำคัญที่สุดของบอร์ดปีศาจแดงที่ปล่อยให้ เฟอร์กูสัน ทำงานพิสูจน์ฝีมือต่อ และประตูชัยของ มาร์ค โรบินส์ ในเกมเอฟเอ คัพ รอบ 3 ที่ น็อตติ้งแฮม ฟอเรสต์ ในเดือนมกราคม 1990 เสมือนหนึ่งการปลดแอกสู่ยุคทองของสโมสร ยูไนเต็ด ในเวลาต่อมา "เร้ด เดวิลส์" เดินหน้าสู่ชัยชนะแชมป์แรกภายใต้ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ด้วยการคว่ำ คริสตัล พาเลซ ในรอบชิง! ชนะเลิศ นัดรีเพลย์ จากนั้นในปี 1991 ถ้วยใบที่สองก็ตามมา เมื่อ ยูไนเต็ด ปราบยักษ์ใหญ่อย่าง บาร์เซโลน่า ในนัดชิงคัพ วินเนอร์ส คัพ ที่ร็อตเตอร์ดัม อย่างไรก็ตาม เฟอร์กี้ รู้ดีว่าตำแหน่งแชมป์ลีกเท่านั้นที่จะยกภูเขาออกจากบ่า แต่การรอคอยต้องยืดเยื้อต่อไป เมื่อในปี 1992 ยูไนเต็ด ทำได้แค่ใกล้เคียงอย่างที่สุด จากการที่ถูก ลีดส์ ยูไนเต็ด แย่งแชมป์ไปแบบพลิกความคาดหมาย ขณะที่รางวัลปลอบใจมีเพียงถ้วยลีก คัพ เท่านั้น พฤศจิกายน 1992 การมาของ เอริก คันโตน่า พิสูจน์ให้เห็นว่า เฟอร์กี้ ค้นพบจิ๊กซอว์ชิ้นสุดท้ายแล้วในการไล่ล่าแชมป์ ซึ่งปีศาจแดงรอคอยมานานถึง 26 ปี พวกเขาครองแชมป์พรีเมียร์ชิพในปี 1993 กลายเป็นทีมดีที่สุดในประเทศ และยิ่งตอกย้ำความสุดยอดด้วยการคว้าดับเบิ้ลแชมป์ในปี 1994 แถมยังเกือบเป็นทริปเบิ้ลแชมป์ด้วย หากไม่เพราะความพ่ายแพ้ในนัดชิงชนะเลิศถ้วยลีก คัพการขาด คันโตน่า ในฤดูกาลถัดมา เนื่องจากติดโทษแบนส่งผลกระทบสำคัญต่อการพลาดดับเบิ้ลแชมป์อีกสมัย เมื่อ ยูไนเต็ด พลาดท่าในลีกต่อ แบล็คเบิร์น โรเวอร์ส ขณะที่พ่ายต่อ เอฟเวอร์ตัน ในเกมนัดชิงเอฟเอ คัพ พอถึงช่วงซัมเมอร์ปี 1995 บรรดาเร้ด อาร์มี่ เริ่มวิตก เมื่อ เฟอร์กี้ ถ่ายเลือดครั้งใหญ่ขายผู้เล่นชั้นดีอย่าง พอล อินซ์, มาร์ค ฮิวจ์ส และ อังเดร แคนเชลสกี้ส์ ในเวลาไล่เลี่ยกัน แต่เด็กดาวรุ่งรุ่นใหม่อย่าง เดวิด เบ็คแฮม, แกรี่ เนวิลล์ รวมทั้ง พอล สโคลส์ ตอบแทนเจ้านายด้วยการนำปีศาจแดงครองดับเบิ้ลแชมป์สมัยที่ 2 เป็นทีมแรกของประเทศในปี 1997 ยูไนเต็ด ยังคงรักษาตำแหน่งทีมอันดับหนึ่งของประเทศ แต่นั่นก็ต้องแลกกับการประกาศอำลาสังเวียนของเฟร้นช์แมน คันโตน่า ที่เหมือนระเบิดหย่อนตูมกลางสนาม โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด นั่นทำให้ฤดูกาลถัดมา แม้จะนำโด่งเป็นจ่าฝูง แต่จากอาการบาดเจ็บของนักเตะ ส่งผลให้ อาร์เซน่อล ที่กวาดชัยชนะ 10 นัดรวด แซงเข้าป้ายคว้าแชมป์ แถมยังตีเสมอสถิติดับเบิ้ลแชมป์สมัยที่ 2 ด้วยการอัดคู่ชิง นิวคาสเซิ่ล ยูไนเต็ด ในเอฟเอ คัพ1998-99 ฤดูกาลที่ได้ถูกบันทึกในประวัติศาสตร์ลูกหนังอังกฤษ และอยู่ในความทรงจำของชาวเร้ด อาร์มี่ ตลอดกาลนาน เมื่อ เฟอร์กี้ ท้าเดิมพันความสำเร็จแบบระเบิดสุดๆ กับเงินจำนวน 27 ล้านปอนด์ หรือประมาณ 2,025 ล้านบาท เพื่อคว้า 3 ขุนพลตัวใหม่ทั้ง ดไวท์ ยอร์ค, ยาป สตัม และ เจสเปอร์ บลอมควิสต์ มาเสริมทีม แต่บทสรุปก็เป็นที่ประจักษ์ เมื่อ แมนฯ ยูไนเต็ด ไม่ใช่สุดยอดสโมสรแค่ในประเทศ เมื่อพวกเขาคว่ำเอาชนะ บาเยิร์น มิวนิค ได้ในช่วงทดเวลาบาดเจ็บของศึกยูโรเปี้ยน คัพ พร้อมกับคว้าทริปเบิ้ลแชมป์ได้อย่างเต็มภาคภูมิแต่โลกลูกหนังยังคงดำเนินต่อไป เฟอร์กูสัน เริ่มมีการถ่ายเทนักเตะบางรายที่คิดว่าหมดไฟกับทีม และคว้าผู้เล่นใหม่เข้ามาแทนที่ เห็นได้ชัดสุดคงเป็นในรายของ เดวิด เบ็คแฮม ที่ถูกปล่อยไปให้กับ รีล มาดริด จากนั้นทีมก็ไม่ประสบความสำเร็จเหมือนเคย พร้อมกับการเข้ามาครอบครองสโมสรของ มัลคอล์ม เกลเซอร์ มหาเศรษฐีชาวสหรัฐฯ เจ้าของทีม แทมป้า เบย์ บัคคาเนียร์ส ในศึกอเมริกันฟุตบอลเอ็นเอฟแอล และยิ่งการที่ เชลซี กลายเป็นมหาอำนาจรายใหม่ของเมืองผู้ดี ทำให้เป็นที่สงสัยว่าอนาคตของ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด จะเป็นอย่างไรต่อไป