
วันอังคารที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2551
ตลาดเจ็ดเสมียน : ตลาด ๑๑๙ ปีกำลังจะมา
เรื่อง/ภาพ: วิชญดา ทองแดง
ตลาดเจ็ดเสมียนเป็นห้องแถวไม้อยู่ข้างวัด มีลานกลางให้ติดตลาดนัด
บ่ายวันแดดจัด ปลายเดือนกุมภาพันธ์ ๒๕๕๑ เรามาถึงตลาดเจ็ดเสมียน ในเขตอำเภอโพธาราม ด้วยความตั้งใจที่จะมาเที่ยวชมตลาดริมทางรถไฟที่เคยรุ่งเรืองและคึกคัก
ก่อนหน้านี้ อาจารย์อรศิริ ปาณินท์ และอาจารย์สมคิด จิระทัศนกุล ผู้เชี่ยวชาญด้านสถาปัตยกรรม ได้เสนองานวิจัยเกี่ยวกับ เรือนค้าขายพื้นถิ่นในชุมชนเมือง ในปี พ.ศ. ๒๕๔๕ โดยได้ศึกษา “ตลาดเก่า” ๑๗ แห่ง ในสี่จังหวัดภาคกลาง คือ สุพรรณบุรี ราชบุรี เพชรบุรี และนครปฐม ไว้ ก่อนที่กระแส “เที่ยวตลาดเก่า” จะบูม และแน่นอนว่า หนึ่งในสิบเจ็ดแห่งนั้นมีตลาดเจ็ดเสมียนอยู่ด้วย
สิ่งที่งานวิจัยชิ้นนี้สนใจคือ “ห้องแถวไม้” ซึ่งต่างจากนักท่องเที่ยวทั่วไปที่มักเห็น “ของกิน” เป็นหลัก
เจ็ดเสมียนเมื่อวันวาน
ใน “สมุดราชบุรี” ซึ่งจัดพิมพ์เมื่อ พ.ศ. ๒๔๖๘ ระบุไว้ว่า สมัยที่ยังมีการปกครองแบบมณฑลอยู่นั้นมณฑลราชบุรี ซึ่งประกอบไปด้วย ๕ จังหวัด คือ ราชบุรี เพ็ชร์บุรี กาญจนบุรี ประจวบคีรีขันธ์ และสมุทรสงคราม มีพลเมืองทั้งสิ้นอยู่ราวห้าแสนคน จำนวนเกือบครึ่งอาศัยอยู่ในเขตจังหวัดราชบุรี ส่วนที่เหลือก็กระจายส่วนกันไป แสดงว่าการแบ่งเขตการปกครองสมัยนั้นราชบุรีเป็นเมืองใหญ่อยู่ไม่น้อย
ว่าเฉพาะเจ็ดเสมียน เดิมเคยมีฐานะเป็นอำเภอมาก่อน จนถึง พ.ศ. ๒๔๓๘ จึงได้ย้ายที่ตั้งอำเภอไปอยู่ที่โพธาราม เขตปกครองนี้เลยกลายชื่อเป็นอำเภอโพธารามไป
พลิกดูงานวิจัยฯ ก็เก็บความโดยย่อได้ว่า บริเวณตลาดเจ็ดเสมียนแต่เดิมเคยมีต้นจามจุรีใหญ่สองต้นอยู่ริมน้ำแม่กลอง เป็นหมุดหมายของตลาดเล็กๆ ให้พ่อค้าแม่ค้าทางบกเอาสินค้ามาแลกเปลี่ยนกับสินค้าจากทางน้ำ มีเรือนแถวชั้นเดียวหลังคามุงจากพอเป็นแหล่งพิงพักชั่วคราว พอบ้านเมืองพัฒนาขึ้น ก็โค่นต้นจามจุรีลงปลูกสร้างห้องแถวไม้สองชั้นขึ้นมาอีกชุดหนึ่ง ตัวตลาดสดก็ขยับจากริมน้ำเข้ามาใกล้ทางรถไฟมากขึ้น เรือนแถวชั้นเดียวก็ถูกรื้อร้างไป ตลาดใหม่นี้เป็นที่ซื้อขายของคนทั้งสองฝั่งน้ำด้วย
ส่วนชื่อตลาดแปลก ๆ นี้คงอธิบายกันยาก และมีเรื่องเล่าหลายสำนวน
สำนวนแรกเท็จจริงอย่างไรยังไม่ขอยืนยัน เพราะยังค้นไม่พบหลักฐานชัดเจน แต่เล่ากันมาว่าเมื่อคราวล้นเกล้าฯ รัชกาลที่ ๕ เสด็จฯ ประทับแรมที่ริมน้ำแม่กลองชานเมืองราชบุรีมีการเกณฑ์กำลังพลชายไทยเพื่อเป็นทหาร ซึ่งมีคนมาสมัครเป็นจำนวนมาก ทำให้เสมียนที่ไปกับขบวนเสด็จฯ จดรายชื่อไม่ทัน จึงประกาศหาผู้รู้หนังสือมาช่วยเป็นเสมียนทำบัญชีรายชื่อ มีชาวบ้านสมัครเป็นเสมียนในคราวนั้นถึงเจ็ดคน งานได้เสร็จอย่างรวดเร็ว จนเป็นที่พอพระราชหฤทัยจึงพระราชทานชื่อตำบลแห่งนี้ว่า "เจ็ดเสมียน"
บ้างก็เล่าว่ามาจากแถวนี้มีจระเข้มากถึงขนาดต้องเกณฑ์เสมียนเจ็ดคนมานับก็ยังไม่ถ้วน
แต่ก็มีเหมือนกันที่เล่าต่างออกไปอีกว่า แต่เดิมมีเสมียนอยู่เจ็ดคนทำหน้าที่ให้บริการประชาชน เลยเรียกกันซื่อๆ ว่า "บ้านเสมียนเจ็ดคน" แล้วต่อมากลายเป็น "บ้านเจ็ดเสมียน" ไปเสียได้
ช่วงหนึ่งเจ็ดเสมียนเคยมีตลาดนัดทุกห้าวัน โดยนับตามข้างขึ้นข้างแรม สมัยต่อมาตลาดเจ็ดเสมียนเริ่มแผ่วลงเพราะคนเริ่มไปทำงานในโรงงานอุตสาหกรรมรอบๆ บริเวณ เช่น โรงงานย้อมผ้า โรงงานสับประรด ฯลฯ
วันนี้ที่เจ็ดเสมียน
ตำบลเจ็ดเสมียนปัจจุบันนี้มี ๖ หมู่บ้าน ได้แก่ บ้านวังลึก บ้านเกาะสมบูรณ์ บ้านเจ็ดเสมียน บ้านสนามชัย บ้านคลองมะขาม และบ้านดอนไม้เรียง แน่ละว่าตลาดเจ็ดเสมียนก็ต้องตั้งอยู่ในพื้นที่เขตหมู่ ๓ บ้านเจ็ดเสมียน ที่มีทั้งเทศบาลตำบล สถานนีรถไฟ วัดเจ็ดเสมียน และโรงพยาบาลตั้งอยู่ด้วย
เรามาถึงตลาดเจ็ดเสมียนราวบ่ายสอง มีวัดเจ็ดเสมียนและสถานีรถไฟที่อยู่ตรงข้ามกันเป็นหมาย หน้าวัดมีศาลตาผ้าขาว ซึ่งคงศักดิ์สิทธิ์ไม่น้อย เพราะมีคนมาไหว้อยู่เนืองๆ และโดยรอบๆ บริเวณนี้ก็มีม้านั่งหินที่เขียนติดว่าบริจาคให้ตาปะขาวอยู่ทั่วไป
กุฏิตาผ้าขาว หน้าวัดเจ็ดเสมียน
ข้างวัดมีห้องแถวไม้สองชั้นปลูกอยู่ขนาบลานโล่งสองฝั่ง อีกด้านติดแม่น้ำแม่กลอง ส่วนด้านตรงข้ามที่เหลือพอข้ามถนนที่คั่นอยู่ก็เป็นสถานีรถไฟ เดี๋ยวนี้ตลาดนัดที่ติดตลาดกันทุกวันพุธ ศุกร์ เสาร์ และอาทิตย์ ก็ยังใช้ลานนี้อยู่
ร้านตัดเสื้อในห้องแถวไม้ตลาดเจ็ดเสมียน
แรกทีเดียวคิดว่าถ้าไม่ซบเซาไปแล้ว ตลาดนี้ก็คงอยู่ในสภาพเดิมๆ อาจเหลือการค้าขายกันในท้องถิ่น เพราะยังไม่เคยได้ยินได้ฟังว่าในราชบุรีจะมีการฟื้นตลาดเก่าให้นักท่องเที่ยวมาเยือนอย่างหลายๆ ตลาดในจังหวัดสุพรรณฯ หรือตลาดเก่าอีกหลายแห่งที่ฮอตฮิตถึงขีดสุด อย่างตลาดอัมพวา ตลาดบ้านใหม่ ตลาดคลองสวน
แต่แล้วก็ต้องเปลี่ยนความคิดในฉับพลัน เพราะบริเวณโดยทั่วไปมีป้ายติดประกาศ “All about art สืบสานงานศิลป์ภูมิปัญญาคนของแผ่นดิน: เลือกซื้อ เลือกกิน แบบติดดิน ตลาดเก่า ๑๑๙ ปี เจ็ดเสมียน” ที่มีเทศบาลตำบลและสวนศิลป์บ้านดิน ภัทราวดีเธียเตอร์เป็นเจ้าภาพจัดงานทุกวันศุกร์ เสาร์ และอาทิตย์สิ้นเดือนไปตลอดปี ตั้งแต่ ๑๖.๐๐ น. เป็นต้นไป มีการแสดงของภัทรวดีเธียเตอร์ และการแสดงพื้นบ้านทั้งไทยและเทศรวมถึงการเข้าผีต่างๆ โดยศิลปินพื้นบ้าน อายุ ๘๐ ปีขึ้นไป !
โชคดีที่วันนี้เป็นวันพุธ เราเลยได้เห็นพ่อค้าแม่ค้าทยอยกันมาตั้งแผง ทั้งข้าวหลาม ห่อหมก ผักกุ่มดอง จนถึงเสื้อผ้า ของใช้ ดอกไม้ไหว้พระ ก็ล้วนน่าเลือกชิมเลือกซื้อ
เดินไปเดินมาก็บวกลบคูณหารไปด้วยว่าถ้าชาวเจ็ดเสมียนนับอายุตลาดไว้ที่ ๑๑๙ ปี ก็แปลว่าปีเกิดตลาดไปตกอยู่ราว พ.ศ. ๒๔๓๒ ก่อนย้ายอำเภอเพียงสี่ปี
แต่เขาจะใช้อะไรเป็นเกณฑ์นับนั้นยังขบไม่แตก
ไมตรีเจ็ดเสมียน
ศาลเจ้าริมน้ำ
ระหว่างที่เดินเล่นดูบ้านเรือนและร้านรวงที่ทยอยมาตั้งร้านติดตลาดนัดกันอยู่นั้น “คุณจูน” ก็เข้ามาทักทายพร้อมแนะนำตัวว่าเป็นชาวเจ็ดเสมียนและที่บ้านเก็บของเก่าไว้มาก จากนั้นก็พาเดินเข้าไปในซอยเล็กๆ ระหว่างห้องแถวไม้ เพื่อไปไหว้ศาลเจ้าริมน้ำ ที่ปากซอยทางเข้านี้มีภาพถ่ายเก่าใส่กรอบติดไว้ราว ๔๐ – ๕๐ ภาพ คุณจูนเล่าว่าเป็นเพียงส่วนหนึ่งของของเก่าที่บ้าน และว่าที่บ้านมีของเก่าอยู่มาก
ภาพย้อนอดีตเจ็ดเสมียนสมัยคุณแม่ยังสาวราวสี่สิบ-ห้าสิบปีก่อน
จากศาลเจ้าริมน้ำ คุณจูนพาไปเยี่ยมบ้านพร้อมเล่าให้ฟังว่า งานที่จัดทุกสิ้นเดือนนี้มีหัวเรี่ยวหัวแรงหลังคือ “ครูนาย” (มานพ มีจำรัส : ศิลปาธร ๒๕๔๘) ลูกศิษย์ “ครูเล็ก” ภัทราวดี มีชูธน ครูนายมีบ้านเกิดอยู่ที่เจ็ดเสมียน จึงมาสร้างสวนศิลป์บ้านดินอยู่ในละแวกนี้ โดยเริ่มแรกที่สร้างนั้นก็เพื่อใช้ถ่ายละครเรื่อง “ตม” ในช่วงปี พ.ศ. ๒๕๔๖ ต่อมาจึงขยายให้เป็นสวนศิลป์และที่พัก อบรม สัมมนา
งานศิลป์สิ้นเดือนนี้เริ่มจัดครั้งแรกไปเมื่อปลายเดือนกุมภาพันธ์ หมดไปก่อนหน้าที่เราจะได้ไปเยือนเพียงสามวัน (เราจึงยังไม่เห็นข่าวและสกู๊ปเจ็ดเสมียนที่กำลังคึกคักในช่วงนี้!) ชาวเจ็ดเสมียนเล่าว่ามีสื่อมวลชนมาเที่ยวชมและทำข่าวกันบ้างแล้ว แต่ก็ยังหวั่นใจอยู่บ้างว่าหากนักท่องเที่ยวมาไม่ตรงช่วงจัดงาน (เช่นพวกเราที่มาในวันนี้) จะมีอะไรให้เขาดู
พิพิธภัณฑ์กำลังจะมา
ร้านทองเก่าที่กำลังจะกลายเป็นพิพิธภัณฑ์...
ก่อนเริ่มงานศิลป์ที่เจ็ดเสมียนไม่นานนัก ทางกลุ่มผู้จัดงานซึ่งมีเทศบาลเจ็ดเสมียนและกำนันเป็นแรงหลักก็พากันมาคุยกับคุณจูน เพราะทราบว่าที่บ้านมีของเก่ามาก อยากให้เปิดให้นักท่องเที่ยวชม และกะการณ์กันว่าต่อไปอาจจะขอให้จัดเป็นพิพิธภัณฑ์
บ้านที่คุณจูนอาศัยอยู่ปัจจุบันนี้ ในสมัยก๋งเคยเป็นร้านทำทองง่วนหลีเฮง ต่อมาก็เปลี่ยนกิจการเป็นทำผักกาด (หัวไชโป๊ว) โดยไปตั้งโรงผักกาดแยกไปอยู่อีกทีหนึ่ง พอถึงรุ่นลูกก็เข้าไปเรียนหนังสือในเมือง เรียนจบก็ทยอยแยกครอบครัวและพากันไปตั้งหลักแหล่งที่อื่น นานวันเข้าผู้ใหญ่ในบ้านก็จากไปจนหมด เหลือคุณจูนซึ่งเป็นหลานคนโตอาศัยอยู่ในบ้านเก่าเพียงลำพังมานานหลายสิบปีแล้ว
คุณจูนเสริมว่า ส่วนตัวแล้วไม่มีปัญหาอะไรที่จะเปิดบ้านเป็นพิพิธภัณฑ์ เพราะบ้านขนาดสองคูหาที่อยู่คนเดียวและมีของเก่ามากมายที่ตกทอดมา รวมทั้งนิตยสารต่างๆ จำนวนมหาศาลก็น่าจะเปิดให้คนชมได้ ตอนนี้ก็รอให้คณะทำงานมาดำเนินการเท่านั้น
แต่ในส่วนของประวัติความเป็นมาหรือเรื่องราวอื่นๆ ของเจ็ดเสมียนนั้น ถ้าหากอยากทราบคงต้องสอบถามไปทาง “ครูเด๋อ” รองนายกเทศบาล เพราะครูเด๋อสนใจศึกษาค้นคว้าเรื่องราวประวัติความเป็นมาต่างๆ เคยเข้าไปค้นข้อมูลในหอจดหมายเหตุแห่งชาติด้วยใจรักมาแล้ว
บรรพบุรุษและงานประเพณี
ก่อนแยกย้ายกัน คุณจูนมอบเอกสารประชาสัมพันธ์งานประเพณีแห่ดอกไม้ท้ายสงกรานต์เป็นของฝาก ข้อมูลในเอกสารนั้นบอกเล่าเท้าความถึงชุมชนเจ็ดเสมียนได้ในภาพรวมว่า บรรพบุรุษของคนเจ็ดเสมียนที่อาศัยอยู่ทางทิศตะวันออกของทางรถไฟมาจากเวียงจันทน์และเมืองใกล้เคียง เรียกคนกลุ่มนี้ว่า “ลาวตี้” ส่วนบรรพบุรุษของชาวเจ็ดเสมียนอีกกลุ่มนั้นอพยพมาจากสุรินทร์ เป็นนายกองเลี้ยงช้างของพระเจ้าแผ่นดิน มาลงหลักปักฐานกันอยู่ที่บ้านสนามชัย บ้านกุ่มหรือบ้านเกาะสมบูรณ์ มักเรียกกันว่า “คนไทยเชื้อสายขมร”
พอคนหลายเชื้อชาติมาอยู่ในบริเวณใกล้เคียงกันก็มีปฏิสัมพันธ์ถ่ายทอดวัฒนธรรมประเพณีสู่กัน อย่างประเพณีแห่ดอกไม้ไปวัดในช่วงสงกรานต์ เพื่อกราบไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์และผู้มีพระคุณในช่วงปีใหม่ที่ชาวเจ็ดเสมียนปฏิบัติกันมานานกว่าร้อยปีนั้น ว่ากันว่ามีรากเหง้ามาจากกลุ่มชาวลาวที่สมัยก่อนเก็บดอกไม้คนละกำสองกำจากตามหัวบ้านหัวนามารวมกลุ่มกันตกแต่งเกวียนแห่ไปวัด ส่วนหนึ่งแบ่งไว้ถวายพระ สักการะกองผ้าป่า หรือปักที่กองพระทราย ช่วงเทศกาลนี้ถือเป็นงานรื่นเริงและเล่นสนุก ทั้งการเล่นลูกช่วง เล่นเข้าผี หรือเล่นเพลงพื้นบ้านต่างๆ ก็ครึกครื้น
ประเพณีที่สืบมาถึงปัจจุบันย่อมมีการเปลี่ยนแปลงไปบ้าง จากขบวนเกวียนกลายเป็นขบวนรถบุปผชาติตระการตา เป็นงานใหญ่ระดับจังหวัด เพิ่มการแข่งขันเรือยาว ประกวด “นางงอมหัวไชโป้ว” ที่จำกัดอายุไม่ต่ำกว่า ๗๐ ปี รวมทั้งมหรสพสมโภชต่างๆ ก็จัดหามาประชัน
ปี พ.ศ. ๒๕๕๑ นี้ชาวเจ็ดเสมียนกำหนดจัดงานแห่ดอกไม้ท้ายสงกรานต์ไว้แล้วคือ ๑๘ – ๒๐ เมษายน
ก่อนไปเยือนเจ็ดเสมียน
สำหรับนักนิยมตลาดเก่าที่ยังไม่เคยไปเยือนตลาดเจ็ดเสมียนมีข้อแนะนำที่ไม่น่าพลาดเมื่อได้ไปเยือน
เจ็ดเสมียนอยู่ห่างจากตัวอำเภอโพธารามราว ๑๐ กิโลเมตร อยู่ห่างจากตัวจังหวัดราว ๑๒ กิโลเมตร และอยู่ห่างจากกรุงเทพฯ ราว ๙๐ กิโลเมตร หากไปจากรุงเทพฯ จะถึงแยกเจ็ดเสมียก่อนเข้าตัวอำเภอโพธาราม ให้เลี้ยวขวาเข้าไปอีกราวสองกิโลเมตรก็ถึง
เจ็ดเสมียนมีคำขวัญประจำตำบลอยู่ว่า “ถิ่นไชโป๊วหวาน โจษขานเค้กมะพร้าวอ่อน สุดยอดมะขามเทศมัน สีสันงานประเพณีแห่ดอกไม้”
แม้เราจะยังมีโอกาสร่วมงานประเพณีแห่ดอกไม้ แต่ผลิตภัณฑ์โดดเด่นของตำบลนี้อีกสามอย่างในคำขวัญ พวกเราก็ได้เลือกซื้อหากลับมาทดลองกันอย่างถ้วนทั่ว โดยเฉพาะไชโป๊วแม่ตังกวย ที่วันนี้เจ้าของ (แม่ตังกวย - พเยาว์ ศิลปวิลาวัณย์) เปรยว่าถ้านักท่องเที่ยวมากันเยอะๆ จะเอากระทะมาหุงข้าวทำครัวประกอบอาหารด้วยไชโป๊วกว่ายี่สิบชนิดให้ได้ลองลิ้มชิมรส ว่าไชโป๊วทำอะไรได้มากกว่าที่คิด ของอร่อยมีชื่ออีกอย่างก็คือเค้กมะพร้าวอ่อนน้องทราย (ปอนด์ละ ๑๒๐ บาท) ที่เจ้าของร้านเป็นอดีตอาจารย์คหกรรมสอนอยู่ที่อำเภอบางแพมาราว ๒๗ ปี ก่อนเกษียณก่อนเวลามาเปิดร้านเค้กด้วยสูตรของตนเอง รับรองว่าชิมแล้วจะติดใจ
ของฝากจากเจ็ดเสมียน
และสำหรับผู้สนใจชมตลาดเจ็ดเสมียนทั้งกลางวันและกลางคืน หรือสนใจเที่ยวชมชุมชนละแวกใกล้เคียง ไม่ว่าจะโดยนั่งเรือเมล์ไปชมหนังใหญ่ที่วัดขนอน หรือขี่จักรยานชมสวน ก็สอบถามได้ที่เทศบาลเจ็ดเสมียน
ก่อนลาจากเจ็ดเสมียนมาก็ยังมีเรื่องค้างคาให้อยากรู้อีกว่ารถไฟมาถึงตลาดเจ็ดเสมียนเมื่อไร ตาผ้าขาวมีความเป็นมาอย่างไร และทำไมที่นี่ถึงเป็นแหล่งผลิตหัวไชโป๊วเบียดกันมากับไชโป๊วสุรินทร์ ?
คำถามเหล่านี้ยั่วยวนให้ไปต้องได้ไปเยือนเจ็ดเสมียนอีกเป็นแน่แท้
วันหยุดสิ้นเดือนตลอดปีนี้ คงมีสักครั้งที่สมาชิกชมรมนิยมตลาดเก่าอาจจะได้พบเจอกันที่เจ็ดเสมียน
หมายเหตุ : สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ เทศบาลตำบลเจ็ดเสมียน ๐๓๒ ๓๙๗๐๑๕, ๐๘๑ ๔๕๐๙๗๐๓
สถานที่ใกล้เคียง : ยอดมะกอก ที่เราเคยเห็นหรือได้เคยรับประทานกับหลนต่าง ๆ หรือจิ้มน้ำพริกอร่อย ๆ เขาปลูกกันอย่างไร ขอแนะนำไปเยี่ยมชมการทำสวนยอดมะกอก ที่บ้านธรรมเสนใหม่
เรื่อง/ภาพ: วิชญดา ทองแดง
ตลาดเจ็ดเสมียนเป็นห้องแถวไม้อยู่ข้างวัด มีลานกลางให้ติดตลาดนัด
บ่ายวันแดดจัด ปลายเดือนกุมภาพันธ์ ๒๕๕๑ เรามาถึงตลาดเจ็ดเสมียน ในเขตอำเภอโพธาราม ด้วยความตั้งใจที่จะมาเที่ยวชมตลาดริมทางรถไฟที่เคยรุ่งเรืองและคึกคัก
ก่อนหน้านี้ อาจารย์อรศิริ ปาณินท์ และอาจารย์สมคิด จิระทัศนกุล ผู้เชี่ยวชาญด้านสถาปัตยกรรม ได้เสนองานวิจัยเกี่ยวกับ เรือนค้าขายพื้นถิ่นในชุมชนเมือง ในปี พ.ศ. ๒๕๔๕ โดยได้ศึกษา “ตลาดเก่า” ๑๗ แห่ง ในสี่จังหวัดภาคกลาง คือ สุพรรณบุรี ราชบุรี เพชรบุรี และนครปฐม ไว้ ก่อนที่กระแส “เที่ยวตลาดเก่า” จะบูม และแน่นอนว่า หนึ่งในสิบเจ็ดแห่งนั้นมีตลาดเจ็ดเสมียนอยู่ด้วย
สิ่งที่งานวิจัยชิ้นนี้สนใจคือ “ห้องแถวไม้” ซึ่งต่างจากนักท่องเที่ยวทั่วไปที่มักเห็น “ของกิน” เป็นหลัก
เจ็ดเสมียนเมื่อวันวาน
ใน “สมุดราชบุรี” ซึ่งจัดพิมพ์เมื่อ พ.ศ. ๒๔๖๘ ระบุไว้ว่า สมัยที่ยังมีการปกครองแบบมณฑลอยู่นั้นมณฑลราชบุรี ซึ่งประกอบไปด้วย ๕ จังหวัด คือ ราชบุรี เพ็ชร์บุรี กาญจนบุรี ประจวบคีรีขันธ์ และสมุทรสงคราม มีพลเมืองทั้งสิ้นอยู่ราวห้าแสนคน จำนวนเกือบครึ่งอาศัยอยู่ในเขตจังหวัดราชบุรี ส่วนที่เหลือก็กระจายส่วนกันไป แสดงว่าการแบ่งเขตการปกครองสมัยนั้นราชบุรีเป็นเมืองใหญ่อยู่ไม่น้อย
ว่าเฉพาะเจ็ดเสมียน เดิมเคยมีฐานะเป็นอำเภอมาก่อน จนถึง พ.ศ. ๒๔๓๘ จึงได้ย้ายที่ตั้งอำเภอไปอยู่ที่โพธาราม เขตปกครองนี้เลยกลายชื่อเป็นอำเภอโพธารามไป
พลิกดูงานวิจัยฯ ก็เก็บความโดยย่อได้ว่า บริเวณตลาดเจ็ดเสมียนแต่เดิมเคยมีต้นจามจุรีใหญ่สองต้นอยู่ริมน้ำแม่กลอง เป็นหมุดหมายของตลาดเล็กๆ ให้พ่อค้าแม่ค้าทางบกเอาสินค้ามาแลกเปลี่ยนกับสินค้าจากทางน้ำ มีเรือนแถวชั้นเดียวหลังคามุงจากพอเป็นแหล่งพิงพักชั่วคราว พอบ้านเมืองพัฒนาขึ้น ก็โค่นต้นจามจุรีลงปลูกสร้างห้องแถวไม้สองชั้นขึ้นมาอีกชุดหนึ่ง ตัวตลาดสดก็ขยับจากริมน้ำเข้ามาใกล้ทางรถไฟมากขึ้น เรือนแถวชั้นเดียวก็ถูกรื้อร้างไป ตลาดใหม่นี้เป็นที่ซื้อขายของคนทั้งสองฝั่งน้ำด้วย
ส่วนชื่อตลาดแปลก ๆ นี้คงอธิบายกันยาก และมีเรื่องเล่าหลายสำนวน
สำนวนแรกเท็จจริงอย่างไรยังไม่ขอยืนยัน เพราะยังค้นไม่พบหลักฐานชัดเจน แต่เล่ากันมาว่าเมื่อคราวล้นเกล้าฯ รัชกาลที่ ๕ เสด็จฯ ประทับแรมที่ริมน้ำแม่กลองชานเมืองราชบุรีมีการเกณฑ์กำลังพลชายไทยเพื่อเป็นทหาร ซึ่งมีคนมาสมัครเป็นจำนวนมาก ทำให้เสมียนที่ไปกับขบวนเสด็จฯ จดรายชื่อไม่ทัน จึงประกาศหาผู้รู้หนังสือมาช่วยเป็นเสมียนทำบัญชีรายชื่อ มีชาวบ้านสมัครเป็นเสมียนในคราวนั้นถึงเจ็ดคน งานได้เสร็จอย่างรวดเร็ว จนเป็นที่พอพระราชหฤทัยจึงพระราชทานชื่อตำบลแห่งนี้ว่า "เจ็ดเสมียน"
บ้างก็เล่าว่ามาจากแถวนี้มีจระเข้มากถึงขนาดต้องเกณฑ์เสมียนเจ็ดคนมานับก็ยังไม่ถ้วน
แต่ก็มีเหมือนกันที่เล่าต่างออกไปอีกว่า แต่เดิมมีเสมียนอยู่เจ็ดคนทำหน้าที่ให้บริการประชาชน เลยเรียกกันซื่อๆ ว่า "บ้านเสมียนเจ็ดคน" แล้วต่อมากลายเป็น "บ้านเจ็ดเสมียน" ไปเสียได้
ช่วงหนึ่งเจ็ดเสมียนเคยมีตลาดนัดทุกห้าวัน โดยนับตามข้างขึ้นข้างแรม สมัยต่อมาตลาดเจ็ดเสมียนเริ่มแผ่วลงเพราะคนเริ่มไปทำงานในโรงงานอุตสาหกรรมรอบๆ บริเวณ เช่น โรงงานย้อมผ้า โรงงานสับประรด ฯลฯ
วันนี้ที่เจ็ดเสมียน
ตำบลเจ็ดเสมียนปัจจุบันนี้มี ๖ หมู่บ้าน ได้แก่ บ้านวังลึก บ้านเกาะสมบูรณ์ บ้านเจ็ดเสมียน บ้านสนามชัย บ้านคลองมะขาม และบ้านดอนไม้เรียง แน่ละว่าตลาดเจ็ดเสมียนก็ต้องตั้งอยู่ในพื้นที่เขตหมู่ ๓ บ้านเจ็ดเสมียน ที่มีทั้งเทศบาลตำบล สถานนีรถไฟ วัดเจ็ดเสมียน และโรงพยาบาลตั้งอยู่ด้วย
เรามาถึงตลาดเจ็ดเสมียนราวบ่ายสอง มีวัดเจ็ดเสมียนและสถานีรถไฟที่อยู่ตรงข้ามกันเป็นหมาย หน้าวัดมีศาลตาผ้าขาว ซึ่งคงศักดิ์สิทธิ์ไม่น้อย เพราะมีคนมาไหว้อยู่เนืองๆ และโดยรอบๆ บริเวณนี้ก็มีม้านั่งหินที่เขียนติดว่าบริจาคให้ตาปะขาวอยู่ทั่วไป
กุฏิตาผ้าขาว หน้าวัดเจ็ดเสมียน
ข้างวัดมีห้องแถวไม้สองชั้นปลูกอยู่ขนาบลานโล่งสองฝั่ง อีกด้านติดแม่น้ำแม่กลอง ส่วนด้านตรงข้ามที่เหลือพอข้ามถนนที่คั่นอยู่ก็เป็นสถานีรถไฟ เดี๋ยวนี้ตลาดนัดที่ติดตลาดกันทุกวันพุธ ศุกร์ เสาร์ และอาทิตย์ ก็ยังใช้ลานนี้อยู่
ร้านตัดเสื้อในห้องแถวไม้ตลาดเจ็ดเสมียน
แรกทีเดียวคิดว่าถ้าไม่ซบเซาไปแล้ว ตลาดนี้ก็คงอยู่ในสภาพเดิมๆ อาจเหลือการค้าขายกันในท้องถิ่น เพราะยังไม่เคยได้ยินได้ฟังว่าในราชบุรีจะมีการฟื้นตลาดเก่าให้นักท่องเที่ยวมาเยือนอย่างหลายๆ ตลาดในจังหวัดสุพรรณฯ หรือตลาดเก่าอีกหลายแห่งที่ฮอตฮิตถึงขีดสุด อย่างตลาดอัมพวา ตลาดบ้านใหม่ ตลาดคลองสวน
แต่แล้วก็ต้องเปลี่ยนความคิดในฉับพลัน เพราะบริเวณโดยทั่วไปมีป้ายติดประกาศ “All about art สืบสานงานศิลป์ภูมิปัญญาคนของแผ่นดิน: เลือกซื้อ เลือกกิน แบบติดดิน ตลาดเก่า ๑๑๙ ปี เจ็ดเสมียน” ที่มีเทศบาลตำบลและสวนศิลป์บ้านดิน ภัทราวดีเธียเตอร์เป็นเจ้าภาพจัดงานทุกวันศุกร์ เสาร์ และอาทิตย์สิ้นเดือนไปตลอดปี ตั้งแต่ ๑๖.๐๐ น. เป็นต้นไป มีการแสดงของภัทรวดีเธียเตอร์ และการแสดงพื้นบ้านทั้งไทยและเทศรวมถึงการเข้าผีต่างๆ โดยศิลปินพื้นบ้าน อายุ ๘๐ ปีขึ้นไป !
โชคดีที่วันนี้เป็นวันพุธ เราเลยได้เห็นพ่อค้าแม่ค้าทยอยกันมาตั้งแผง ทั้งข้าวหลาม ห่อหมก ผักกุ่มดอง จนถึงเสื้อผ้า ของใช้ ดอกไม้ไหว้พระ ก็ล้วนน่าเลือกชิมเลือกซื้อ
เดินไปเดินมาก็บวกลบคูณหารไปด้วยว่าถ้าชาวเจ็ดเสมียนนับอายุตลาดไว้ที่ ๑๑๙ ปี ก็แปลว่าปีเกิดตลาดไปตกอยู่ราว พ.ศ. ๒๔๓๒ ก่อนย้ายอำเภอเพียงสี่ปี
แต่เขาจะใช้อะไรเป็นเกณฑ์นับนั้นยังขบไม่แตก
ไมตรีเจ็ดเสมียน
ศาลเจ้าริมน้ำ
ระหว่างที่เดินเล่นดูบ้านเรือนและร้านรวงที่ทยอยมาตั้งร้านติดตลาดนัดกันอยู่นั้น “คุณจูน” ก็เข้ามาทักทายพร้อมแนะนำตัวว่าเป็นชาวเจ็ดเสมียนและที่บ้านเก็บของเก่าไว้มาก จากนั้นก็พาเดินเข้าไปในซอยเล็กๆ ระหว่างห้องแถวไม้ เพื่อไปไหว้ศาลเจ้าริมน้ำ ที่ปากซอยทางเข้านี้มีภาพถ่ายเก่าใส่กรอบติดไว้ราว ๔๐ – ๕๐ ภาพ คุณจูนเล่าว่าเป็นเพียงส่วนหนึ่งของของเก่าที่บ้าน และว่าที่บ้านมีของเก่าอยู่มาก
ภาพย้อนอดีตเจ็ดเสมียนสมัยคุณแม่ยังสาวราวสี่สิบ-ห้าสิบปีก่อน
จากศาลเจ้าริมน้ำ คุณจูนพาไปเยี่ยมบ้านพร้อมเล่าให้ฟังว่า งานที่จัดทุกสิ้นเดือนนี้มีหัวเรี่ยวหัวแรงหลังคือ “ครูนาย” (มานพ มีจำรัส : ศิลปาธร ๒๕๔๘) ลูกศิษย์ “ครูเล็ก” ภัทราวดี มีชูธน ครูนายมีบ้านเกิดอยู่ที่เจ็ดเสมียน จึงมาสร้างสวนศิลป์บ้านดินอยู่ในละแวกนี้ โดยเริ่มแรกที่สร้างนั้นก็เพื่อใช้ถ่ายละครเรื่อง “ตม” ในช่วงปี พ.ศ. ๒๕๔๖ ต่อมาจึงขยายให้เป็นสวนศิลป์และที่พัก อบรม สัมมนา
งานศิลป์สิ้นเดือนนี้เริ่มจัดครั้งแรกไปเมื่อปลายเดือนกุมภาพันธ์ หมดไปก่อนหน้าที่เราจะได้ไปเยือนเพียงสามวัน (เราจึงยังไม่เห็นข่าวและสกู๊ปเจ็ดเสมียนที่กำลังคึกคักในช่วงนี้!) ชาวเจ็ดเสมียนเล่าว่ามีสื่อมวลชนมาเที่ยวชมและทำข่าวกันบ้างแล้ว แต่ก็ยังหวั่นใจอยู่บ้างว่าหากนักท่องเที่ยวมาไม่ตรงช่วงจัดงาน (เช่นพวกเราที่มาในวันนี้) จะมีอะไรให้เขาดู
พิพิธภัณฑ์กำลังจะมา
ร้านทองเก่าที่กำลังจะกลายเป็นพิพิธภัณฑ์...
ก่อนเริ่มงานศิลป์ที่เจ็ดเสมียนไม่นานนัก ทางกลุ่มผู้จัดงานซึ่งมีเทศบาลเจ็ดเสมียนและกำนันเป็นแรงหลักก็พากันมาคุยกับคุณจูน เพราะทราบว่าที่บ้านมีของเก่ามาก อยากให้เปิดให้นักท่องเที่ยวชม และกะการณ์กันว่าต่อไปอาจจะขอให้จัดเป็นพิพิธภัณฑ์
บ้านที่คุณจูนอาศัยอยู่ปัจจุบันนี้ ในสมัยก๋งเคยเป็นร้านทำทองง่วนหลีเฮง ต่อมาก็เปลี่ยนกิจการเป็นทำผักกาด (หัวไชโป๊ว) โดยไปตั้งโรงผักกาดแยกไปอยู่อีกทีหนึ่ง พอถึงรุ่นลูกก็เข้าไปเรียนหนังสือในเมือง เรียนจบก็ทยอยแยกครอบครัวและพากันไปตั้งหลักแหล่งที่อื่น นานวันเข้าผู้ใหญ่ในบ้านก็จากไปจนหมด เหลือคุณจูนซึ่งเป็นหลานคนโตอาศัยอยู่ในบ้านเก่าเพียงลำพังมานานหลายสิบปีแล้ว
คุณจูนเสริมว่า ส่วนตัวแล้วไม่มีปัญหาอะไรที่จะเปิดบ้านเป็นพิพิธภัณฑ์ เพราะบ้านขนาดสองคูหาที่อยู่คนเดียวและมีของเก่ามากมายที่ตกทอดมา รวมทั้งนิตยสารต่างๆ จำนวนมหาศาลก็น่าจะเปิดให้คนชมได้ ตอนนี้ก็รอให้คณะทำงานมาดำเนินการเท่านั้น
แต่ในส่วนของประวัติความเป็นมาหรือเรื่องราวอื่นๆ ของเจ็ดเสมียนนั้น ถ้าหากอยากทราบคงต้องสอบถามไปทาง “ครูเด๋อ” รองนายกเทศบาล เพราะครูเด๋อสนใจศึกษาค้นคว้าเรื่องราวประวัติความเป็นมาต่างๆ เคยเข้าไปค้นข้อมูลในหอจดหมายเหตุแห่งชาติด้วยใจรักมาแล้ว
บรรพบุรุษและงานประเพณี
ก่อนแยกย้ายกัน คุณจูนมอบเอกสารประชาสัมพันธ์งานประเพณีแห่ดอกไม้ท้ายสงกรานต์เป็นของฝาก ข้อมูลในเอกสารนั้นบอกเล่าเท้าความถึงชุมชนเจ็ดเสมียนได้ในภาพรวมว่า บรรพบุรุษของคนเจ็ดเสมียนที่อาศัยอยู่ทางทิศตะวันออกของทางรถไฟมาจากเวียงจันทน์และเมืองใกล้เคียง เรียกคนกลุ่มนี้ว่า “ลาวตี้” ส่วนบรรพบุรุษของชาวเจ็ดเสมียนอีกกลุ่มนั้นอพยพมาจากสุรินทร์ เป็นนายกองเลี้ยงช้างของพระเจ้าแผ่นดิน มาลงหลักปักฐานกันอยู่ที่บ้านสนามชัย บ้านกุ่มหรือบ้านเกาะสมบูรณ์ มักเรียกกันว่า “คนไทยเชื้อสายขมร”
พอคนหลายเชื้อชาติมาอยู่ในบริเวณใกล้เคียงกันก็มีปฏิสัมพันธ์ถ่ายทอดวัฒนธรรมประเพณีสู่กัน อย่างประเพณีแห่ดอกไม้ไปวัดในช่วงสงกรานต์ เพื่อกราบไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์และผู้มีพระคุณในช่วงปีใหม่ที่ชาวเจ็ดเสมียนปฏิบัติกันมานานกว่าร้อยปีนั้น ว่ากันว่ามีรากเหง้ามาจากกลุ่มชาวลาวที่สมัยก่อนเก็บดอกไม้คนละกำสองกำจากตามหัวบ้านหัวนามารวมกลุ่มกันตกแต่งเกวียนแห่ไปวัด ส่วนหนึ่งแบ่งไว้ถวายพระ สักการะกองผ้าป่า หรือปักที่กองพระทราย ช่วงเทศกาลนี้ถือเป็นงานรื่นเริงและเล่นสนุก ทั้งการเล่นลูกช่วง เล่นเข้าผี หรือเล่นเพลงพื้นบ้านต่างๆ ก็ครึกครื้น
ประเพณีที่สืบมาถึงปัจจุบันย่อมมีการเปลี่ยนแปลงไปบ้าง จากขบวนเกวียนกลายเป็นขบวนรถบุปผชาติตระการตา เป็นงานใหญ่ระดับจังหวัด เพิ่มการแข่งขันเรือยาว ประกวด “นางงอมหัวไชโป้ว” ที่จำกัดอายุไม่ต่ำกว่า ๗๐ ปี รวมทั้งมหรสพสมโภชต่างๆ ก็จัดหามาประชัน
ปี พ.ศ. ๒๕๕๑ นี้ชาวเจ็ดเสมียนกำหนดจัดงานแห่ดอกไม้ท้ายสงกรานต์ไว้แล้วคือ ๑๘ – ๒๐ เมษายน
ก่อนไปเยือนเจ็ดเสมียน
สำหรับนักนิยมตลาดเก่าที่ยังไม่เคยไปเยือนตลาดเจ็ดเสมียนมีข้อแนะนำที่ไม่น่าพลาดเมื่อได้ไปเยือน
เจ็ดเสมียนอยู่ห่างจากตัวอำเภอโพธารามราว ๑๐ กิโลเมตร อยู่ห่างจากตัวจังหวัดราว ๑๒ กิโลเมตร และอยู่ห่างจากกรุงเทพฯ ราว ๙๐ กิโลเมตร หากไปจากรุงเทพฯ จะถึงแยกเจ็ดเสมียก่อนเข้าตัวอำเภอโพธาราม ให้เลี้ยวขวาเข้าไปอีกราวสองกิโลเมตรก็ถึง
เจ็ดเสมียนมีคำขวัญประจำตำบลอยู่ว่า “ถิ่นไชโป๊วหวาน โจษขานเค้กมะพร้าวอ่อน สุดยอดมะขามเทศมัน สีสันงานประเพณีแห่ดอกไม้”
แม้เราจะยังมีโอกาสร่วมงานประเพณีแห่ดอกไม้ แต่ผลิตภัณฑ์โดดเด่นของตำบลนี้อีกสามอย่างในคำขวัญ พวกเราก็ได้เลือกซื้อหากลับมาทดลองกันอย่างถ้วนทั่ว โดยเฉพาะไชโป๊วแม่ตังกวย ที่วันนี้เจ้าของ (แม่ตังกวย - พเยาว์ ศิลปวิลาวัณย์) เปรยว่าถ้านักท่องเที่ยวมากันเยอะๆ จะเอากระทะมาหุงข้าวทำครัวประกอบอาหารด้วยไชโป๊วกว่ายี่สิบชนิดให้ได้ลองลิ้มชิมรส ว่าไชโป๊วทำอะไรได้มากกว่าที่คิด ของอร่อยมีชื่ออีกอย่างก็คือเค้กมะพร้าวอ่อนน้องทราย (ปอนด์ละ ๑๒๐ บาท) ที่เจ้าของร้านเป็นอดีตอาจารย์คหกรรมสอนอยู่ที่อำเภอบางแพมาราว ๒๗ ปี ก่อนเกษียณก่อนเวลามาเปิดร้านเค้กด้วยสูตรของตนเอง รับรองว่าชิมแล้วจะติดใจ
ของฝากจากเจ็ดเสมียน
และสำหรับผู้สนใจชมตลาดเจ็ดเสมียนทั้งกลางวันและกลางคืน หรือสนใจเที่ยวชมชุมชนละแวกใกล้เคียง ไม่ว่าจะโดยนั่งเรือเมล์ไปชมหนังใหญ่ที่วัดขนอน หรือขี่จักรยานชมสวน ก็สอบถามได้ที่เทศบาลเจ็ดเสมียน
ก่อนลาจากเจ็ดเสมียนมาก็ยังมีเรื่องค้างคาให้อยากรู้อีกว่ารถไฟมาถึงตลาดเจ็ดเสมียนเมื่อไร ตาผ้าขาวมีความเป็นมาอย่างไร และทำไมที่นี่ถึงเป็นแหล่งผลิตหัวไชโป๊วเบียดกันมากับไชโป๊วสุรินทร์ ?
คำถามเหล่านี้ยั่วยวนให้ไปต้องได้ไปเยือนเจ็ดเสมียนอีกเป็นแน่แท้
วันหยุดสิ้นเดือนตลอดปีนี้ คงมีสักครั้งที่สมาชิกชมรมนิยมตลาดเก่าอาจจะได้พบเจอกันที่เจ็ดเสมียน
หมายเหตุ : สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ เทศบาลตำบลเจ็ดเสมียน ๐๓๒ ๓๙๗๐๑๕, ๐๘๑ ๔๕๐๙๗๐๓
สถานที่ใกล้เคียง : ยอดมะกอก ที่เราเคยเห็นหรือได้เคยรับประทานกับหลนต่าง ๆ หรือจิ้มน้ำพริกอร่อย ๆ เขาปลูกกันอย่างไร ขอแนะนำไปเยี่ยมชมการทำสวนยอดมะกอก ที่บ้านธรรมเสนใหม่
สมัครสมาชิก:
ความคิดเห็น (Atom)

