วันศุกร์ที่ 8 มีนาคม พ.ศ. 2562

มันไม่ใช่ความฝัน แต่มันคือความจริง...บทความเปาผี...เขียนได้ดีจริงๆ

มันไม่ใช่ความฝัน แต่มันคือความจริง...


    ค่ำคืน 6 มีนาคม 2019 จะประทับในก้อนสมองแฟนผี ในฐานะโมเม้นท์ที่น่าจดจำที่สุดในยุโรป หลังจากที่ทีมรักของพวกเขา คว้าตั๋วเข้ารอบแปดทีม ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ได้สำเร็จ
    ครับ, ก็แค่รอบแปดทีมเอ๊งงงงง...
แต่รู้ไหมครับ ทำไมเด็กผีถึงร่าเริงกับการบุกขย้ำ ปารีส แซงต์ แชร์กแม็ง จนอาจโดนแฟนทีมอื่นๆ กระแนะกระแหนว่า แหม้... ทำยังก๊ะได้แชมป์ยุโรป กระทั่งต้องมีการขอใบอนุญาตขอดีใจกันเลยทีเดียว 
    1. นี่คือการผ่านเข้าสู่รอบควอเตอร์ไฟนั่ลได้เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2014 
    แฟนผีห่างเหินกับการเข้ารอบลึกถ้วยใหญ่มานานแล้วนะครับ และชัยชนะในรอบน็อคเอ๊าต์ ยูซีแอล เพียงครั้งเดียวของพวกเขานับตั้งแต่ เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน วางมือไป คือตอนที่ เดวิด มอยส์ พา "ปีศาจแดง" พลิกสถานการณ์กำราบ โอลิมเปียกอส ได้ 3-0 หลังออกไปโดนตีที่ กรีซ 2-0 เมื่อปี 2014 

    ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ยูไนเต็ด ต้องประสบพบเจอแต่ความผิดหวัง ทั้งจากน้ำมือของ เซบีย่า, พีเอสวี ไอน์ดโฮเฟ่น หรือกระทั่ง โวล์ฟสบวร์ก

    ด้วยสถานะทางสัมคมลูกหนังของ ยูไนเต็ด ไม่สมควรอย่างยิ่งที่พวกเขา จะทำได้เพียงแค่นี้ 
    กระทั่งการมาถึงของชายชื่อ โอเล่ กุนนาร์ โซลชา จึงทำให้ แฟนผีได้พานพบกับค่ำคืนแห่งเกมยุโรปที่ดีที่สุดนับตั้งแต่ที่ชูถ้วยแชมป์ที่ มอสโก เมื่อปี 2008 
    อย่างไรก็ดี หากนับจากตอนที่เข้าไปชิงชนะเลิศที่ เวมบลีย์ เมื่อปี 2011 แล้ว นี่เพิ่งจะเป็นหนที่สองเองนะครับที่พลพรรค "เร้ด เดวิลส์" ได้ผ่านเข้าถึงรอบแปดทีมสุดท้าย แชมเปี้ยนส์ ลีก 

    2.  จอ-เอะ-บอ และสถิติ 
    สถานการณ์ก่อนเยือน ปาร์ก เดส์ แพร็งซ์ ไม่ได้เป็นใจให้ "ปีศาจแดง" เลย 

    ลิสต์รายชื่อผู้เล่นบาดเจ็บในมือของ โซลชา ยาวเป็นหางว่าว ทั้ง อเล็กซิส ซานเชซ (เอ็นหัวเข่า), อันเดร์ เอร์เรร่า (เอ็นหลังหัวเข่า), เจสซี่ ลินการ์ด (เอ็นหลังหัวเข่า), ฆวน มาต้า (เอ็นหลังหัวเข่า), เนมานย่า มาติช (กล้ามเนื้อ), ฟิล โจนส์ (ป่วย), อ็องโตนี่ มาร์กซิยาล (โคนขาหนีบ), อันโตนิโอ วาเลนเซีย (กล้ามเนื้อน่อง) และ มัตเตโอ ดาร์เมียน (ช้ำ)
    มิพักต้องเอ่ยถึงผู้เล่นที่สำแดงฤทธิ์เดชได้แจ่มแจ๋วที่สุดในยุค โซลชา อย่าง ปอล ป็อกบาที่โดนแบนแต๊ดแต๋อีก
    จนทำให้ โซลชา และทีมงาน ต้องหนีบเอาดาวรุ่งไปเยือนปารีสด้วยทั้ง อังเจล โกเมส, เจมส์ การ์เนอร์, เมสัน กรีนวู้ด และ ทาฮิธ ชอง      ส่วน 11 ขุนพลบนสนาม จำต้องให้ สก็อตต์ แม็คโทมิเนย์ รับบทหนักในแดนกลางร่วมกับ เฟร็ด ขณะที่ เอริก ไบยี่ ที่ปกติเล่นเป็นปราการหลังตัวกลาง ถูกมอบหมายให้เป็นแบ๊กขวา 
    ด้วยสกอร์ที่เป็นรองถึง 2-0 จากนัดแรกที่เล่นในบ้าน ทำให้ ยูไนเต็ด เจองานยากยิ่งกว่าการปีนขึ้นหอไอเฟลด้วยมือเปล่าเสียอีก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อมีสถิติหนึ่งระบุว่า ไม่เคยมีทีมใดในประวัติศาสตร์การแข่งขัน ยูซีแอล ที่แพ้สองลูกเป็นอย่างน้อยในนัดแรกที่บ้าน แต่ดันพลิกนรกกลับมาคว้าตั๋วเข้ารอบได้

    106 ทีม ที่กล้าๆ บุกไปตุนสกอร์ 2-0 ได้ในเลกแรกของรอบน็อคเอ๊าต์ ยูโรเปี้ยน คัพ ล้วนสามารถพาตัวเองผ่านเข้ารอบต่อไปได้ทั้ง 106 ทีม 
    3. เทพ ลูกากู, เดอะ คิง สมอลลิ่ง & เฟร็ดเฟ่
    เปแอสเช ควรจะต้องกลายเป็นทีมที่ 107 ที่ทำได้ แต่บังเอิญ คู่ต่อสู้ของพวกเขา ไม่ยอมให้มันเกิดขึ้นง่ายๆ 
    จากความผิดพลาดของแนวรับของเจ้าถิ่น ทำให้ ยูไนเต็ด เป็นฝ่ายทะยานนำ 1-0 อย่างรวดเร็วตั้งแต่ 1 นาทีกับอีก 51 วินาที เมื่อ โรเมลู ลูกากู สลัดหนี ติอาโก้ ซิลวา ก่อนพุ่งเข้าไปแตะหลบ จานลุยจิ บุฟฟ่อน แล้วซัดมุมแคบเข้าไป จุดประกายความหวังให้พลพรรค "ปีศาจแดง" 
    นี่คือประตูที่รวดเร็วที่สุดในรอบน็อคเอ๊าต์ แชมเปี้ยนส์ ลีก นับตั้งแต่ เวย์น รูนี่ย์ ใช้เวลา 63 วินาทีส่อง บาเยิร์น มิวนิค เมื่อเดือนมีนาคม 2010 

    กระนั้น เปแอสเช ไม่ยอมง่ายๆ ความปราดเปรียวของ คิลิยัน เอ็มบั๊ปเป้ เอาชนะแผงหลัง"ปีศาจแดง" ได้อีกครั้ง เพียงแต่คราวนี้ เขาเปลี่ยนบทบาทจากผู้รับเป็นผู้ให้ เมื่อใส่พานอย่างงามต่อไปยัง ฆวน เบร์นาต กระทุ้งตีเสมอ 1-1 ชนิดที่ ไบยี่ ได้แต่ยืนมองตาละห้อย 
    เอ็มบั๊ปเป้ ถูกจารึกชื่อเป็นคนที่แอสซิสต์สูงสุดใน แชมเปี้ยนส์ ลีก ซีซั่นนี้ (5 ประตู) ในขณะที่เพื่อนร่วมทีม ต่างวิ่งเข้ามาร่วมฉลอง 
     รูปเกมของเจ้าถิ่น เหนือกว่าชัดเจน สร้างโอกาสพังประตูได้สามครั้ง และครองบอลมากถึง 82% แต่กลับกลายเป็น ยูไนเต็ด ที่บวกประตูเพิ่มเป็น 2-1 หลัง บุฟฟ่อน รับลูกยิงไกลของ มาร์คัส แรชฟอร์ด กระฉอกเข้าทางปืน ลูกากู ที่ซ้ำเข้าไป 

    ถือว่า ยูไนเต็ด ยิงสองลูกนอกบ้านใน แชมเปี้ยนส์ ลีก รอบน็อคเอ๊าต์ได้เป็นครั้งแรกตั้งแต่ดวล ชาลเก้ เมื่อซีซั่น 2010-11 โน่นเทียว อย่างต้องให้เครดิต ลูกากู มนุษย์ราคา 75 ล้านปอนด์ ที่เรียกความมั่นใจกลับมาได้สำเร็จ วัดจากผลงานหกประตูในสามเกม มากกว่าที่ อเล็กซิส ทำได้ตลอดทั้งปี 

    เมื่อเจ้าถิ่นสังเวยสองประตูใน 30 นาทีแรกในถ้วยใหญ่ยุโรปหนแรกตั้งแต่เดือนตุลาคมปี 1997 (พบ บาเยิร์น มิวนิค) จึงไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากเดินหน้าลุยแหลก กระทั่ง โซลชาต้องรีบถอด ไบยี่ ที่เป็นจุดอ่อนพร้อมมีรายงานว่าเจ็บเล็กๆ ออกในนาทีที่ 36 ซึ่งนับเป็นการโดนเปลี่ยนตั้งแต่ครึ่งแรกเป็นหนที่สองในซีซั่นนี้ของดาวเตะไอเวอรี่โคสต์ แล้วส่ง ดีโอโก้ ดาโล่ต์ แทน 
    แดนกลางของ ยูไนเต็ด ต้องทำงานกันอย่างหนักหน่วง และสิ่งหนึ่งที่เป็นสัญญาณดีคือ เฟร็ด มิดฟิลด์ดีกรีทีมชาติบราซิลที่ถูกซื้อมาด้วยค่าตัวถึง 52 ล้านปอนด์ แต่กลับไม่ค่อยได้ลงสนามบ่อยนักก่อนหน้านี้ แสดงให้เห็นถึงความทุ่มเทเต็มที่ในการไล่ล่าบอลกลางสนาม 
    ขณะเดียวกัน คริส สมอลลิ่ง ก็ทำผลงานได้อย่างน่าประทับใจในเกมรับ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ภารกิจดูแล เอ็มบั๊ปเป้ ที่ ไบยี่ ล้มเหลวอย่างสิ้นเชิงที่ โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด เมื่อสามสัปดาห์ก่อน
    สมอลลิ่ง ที่กำลังสานสัมพันธ์กับ วิคเตอร์ ลินเดอเลิฟ โชว์การอ่านเกม และขัดขวางดาวรุ่งที่แพงสุดในโลกอย่าง เอ็มบั๊ปเป้ สวยๆ ได้หลายครั้ง ไม่เข้าพรวด แต่รอจังหวะบีบพื้นที่ได้อย่างชาญฉลาด ทำให้ ยูไนเต็ด รักษาสกอร์ 2-1 เอาไว้ได้จนเกือบจบเกม

    4. หัวใจ "แรช" 
    อาคันตุกะจากเมืองผู้ดี กำลังจะตกรอบ 16 ทีมสุดท้ายศึก แชมเปี้ยนส์ ลีก เป็นฤดูกาลที่สองติดต่อกันอยู่แล้ว หลังจากที่ ดาโล่ต์ ตะบันไปติดบล็อก เพรสแนล คิมเพมเบ้ ออกหลังไปเป็นลูกเตะมุมในนาทีสุดท้าย 
    แต่พลัน ดราม่าก็บังเกิด เมื่อ ดามีร์ สโคมิน่า สิงห์เชิ๊ตดำจากสโลวีเนีย เอามือกดหูฟังพร้อมทำปากขมุบขมิบปรึกษากับทีมงานวีเออาร์  แล้ววิ่งออกมายังข้างสนามเพื่อไปดูจอตู้
    ทั้งสนามเงียบกริบ ได้ยินแม้แต่ลมหายใจของ คิมเพมเบ้ ที่ยืนลุ้นระทึกด้วยสีหน้าเป็นกังวล ก่อนจะทรุดลงพื้นสนามหลังจากที่ สโคมิน่า เป่าให้จุดโทษกับ "ปีศาจแดง" 
    ไม่ใช่ ลูกากู ที่ลุ้นแฮตทริก แต่งานนี้ แรชฟอร์ด อาสาสังหารเอง แม้นี่จะเป็นการยิงจุดโทษครั้งแรกของเขาในเกมแข่งจริงของทีมชุดใหญ่ก็ตาม 

    ซรวบบบ... บอลถูกส่งผ่านมือ บุฟฟ่อน นายทวารรุ่นพ่อเข้าไป ทำให้ ยูไนเต็ด นำ 3-1 
    เด็กๆ ของ โซลชา ช่วยกันรับ ช่วยกันไล่อย่างอดทน และเมื่อเวลาในเกมผ่านไปจนถึงนาทีที่ 100 เสียงเฮจากแฟนผีราว 2,200 ชีวิตบนอัฒจันทร์ฝั่งทีมเยือนสองชั้นตรงมุมทิศตะวันออกเฉียงเหนือของสนามก็ดังกลบเสียงคำรามของกลุ่มอุลตร้า เปแอสเช เสียสนิท
    5. DNA ปีศาจแดงที่ โซลชา นำกลับมา 
      ยูไนเต็ด โกงความตายได้สำเร็จอย่างเหลือเชื่อ จนผ่านเข้ารอบตามกฎอเวย์โกล ขณะที่แฟนผี คำรามก้อง "We'll never die" 
    โซลชา แปะไม้แปะมือกับทีมงานทั้ง ไมค์ ฟีแลน, ไมเคิ่ล คาร์ริค, เคียแรน แม็คเคนน่าอย่างเคย และไม่ลืมเดินลงไปกอดลูกทีมเรียงตัวบนสนาม    ป็อกบา วิ่งลงไปแด๊นซ์กระจายกับเพื่อนๆ โดยเฉพาะกับ ลูกากู กระทืบข่าวลือดราม่าแย่งยิงจุดโทษจนซดเกาเหลาชามโตจนแหลกละเอียดคาทีน

    ปาทริซ เอวร่า และ เอริก คันโตน่า สองตำนานชาวฝรั่งเศสที่นั่งอยู่บนอัฒจันทร์ ลุกขึ้นปรบมือให้กับผลงานมาสเตอร์พีซของรุ่นน้องอย่างภาคภูมิใจเป็นที่สุด
    ถัดไป "เฟอร์กี้" ที่เดินทางมาด้วย มองลงมาด้วยสีหน้าที่เปี่ยมสุขสุดขีด แม้คราวนี้ แกอาจไม่ได้อุทาน "Football, bloody hell!" ออกมาก็ตาม

    แกได้เห็นสปิริตนักสู้แบบไม่ยอมตายของ ยูไนเต็ด อีกครั้ง, ได้เห็นทีมชนะนอกบ้านเป็นนัดที่เก้าติดต่อกัน, ได้เห็นทีมยิงประตูนอกบ้าน 21 นัดติดรวมทุกถ้วย ทาบสถิติสโมสรที่ทำไว้ระหว่างเดือนพฤศจิกายน 1956-กันยายน 1957 ในยุค เซอร์ แม็ตต์ บัสบี้, ได้เห็นเด็กปั้นจากอะคาเดมี่มีส่วนร่วมกับพี่ๆ ในทีมชุดใหญ่ทั้ง ชอง และเจ้าหนู เมสัน กรีนวู้ด ที่ทุบสถิตินักเตะอายุน้อยสุดของ "ปีศาจแดง" ใน ยูซีแอล ด้วยวัยแค่ 17 ปี 156 วัน (เดิม เคราร์ด ปีเก้ 17 ปี 310 วัน)

    ยูไนเต็ด เป็น ยูไนเต็ด อย่างที่ควรจะเป็นอีกครั้ง 
    โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ได้เห็นศิษย์รักอย่าง โซลชา ที่เขาเคยส่งลงไปสร้างความสุขให้แฟนผีที่ คัมป์ นู เมื่อ 20 ปีก่อน ได้สร้างความสุขให้กองเชียร์ ยูไนเต็ด อีกครั้งด้วยมือตัวเอง
    ตั้งแต่อดีตเพชฌฆาตหน้าทารกเข้ามาทำงานเมื่อ 22 ธันวาคมปีที่แล้ว มีแค่เพื่อนบ้านอย่าง แมนฯ ซิตี้ ทีมเดียวที่ชนะทุกรายการมากกว่าพวกเขาเมื่อมองบนชาร์ตทีมที่ฟอร์มดีสุดในห้าลีกใหญ่ยุโรปในช่วงเวลาเดียวกัน (14-15) 
    ชัยชนะ 14 นัดจาก 17 เกมของ โซลชา มี "ของจริง" อย่างการบุกไปประกาศชัยชนะเหนือ สเปอร์ส, อาร์เซน่อล, เชลซี และล่าสุดคือ เปแอสเช ที่ไม่แพ้ใครในถ้วยยุโรปที่บ้านตัวเองมา 16 นัดติดต่อกันก่อนหน้านี้ 

    ถ้าไม่ โง่ บ้า หรือตาบอด คนจากตระกูลเกลเซอร์ที่นั่งถัดไปบนอัฒจันทร์ของ ปาร์ก เดส์ แพร็งซ์ ก็ควรจะต้องมองเห็นเหมือน "ป๋า" เช่นเดียวกัน    
    ผมเชื่อว่า ชัยชนะนอกบ้านนัดที่เก้าติดต่อกันของ โซลชา น่าจะเป็นการปั๊มตราประทับจากพวกเกลเซอร์เรียบร้อยแล้วว่า กุนซือคนต่อไปของ ยูไนเต็ด คือใคร 

    บวกกับดูจากภาษากายของ เอ๊ด วู้ดเวิร์ด บอร์ดขาใหญ่จอมวิ่ง ซึ่งยืนลูบเคราใต้ปากที่กำลังฉีกยิ้มกว้างอย่างพึงพอใจ 
    เอ๊ด คงไม่ต้องวิ่งแจ้นหาใครแล้ว

           เปาผี

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น