ทำไมคนชั่วจึงไม่กลัวกฎหมาย
“อย่าให้คนชั่วมีอำนาจ”
เหตุ 10 ประการ ที่ทำให้คนชั่วไม่กลัวกฎหมาย ...
1. เขาเชื่อว่าเขาไม่ได้ทำผิด (เพราะเขา ไม่รู้ดี-ชั่วกระมัง ?)
2. แม้ว่าเขารู้ว่าเขาทำผิด แต่คงหาหลักฐานมัดไม่ได้ (ถ้ามีก็ทำลายเสีย)
3. แม้หาหลักฐานมัดได้ตำรวจคงไม่กล้าจับ (เพราะเลี้ยงตำรวจไว้รับใช้แล้ว)
4. แม้ถูกตำรวจจับก็คงใช้อิทธิพลย้ายจากหน้าที่ได้
5. แม้ใช้อิทธิพลย้ายจากหน้าที่ไม่ได้ อัยการก็อาจสั่งไม่ฟ้อง
6. แม้อัยการสั่งฟ้อง ศาลก็คงจะไม่ลงโทษ
7. แม้ศาลลงโทษ ก็คงรอการลงโทษ
8. แม้ศาลไม่รอการลงโทษ ก็จะไม่ติดคุก (ไปอยู่เกาะกง)
9. แม้ติดคุกก็คงอยู่ได้สบาย (เพราะมีเงินจ่าย)
10. แม้หากทุกอย่างตรงไปตรงมาเห็นท่าไม่รอดแน่.....
ก็ แก้รัฐธรรมนูญ ... แก้กฎหมาย
ผู้ร้ายจึงดื้อยา กล้าแข็งขึ้นทุกวัน
คนทำชั่วที่รู้ว่าชั่ว ยังพอกลับตัวได้
แต่คนที่ทำชั่วโดยไม่รู้ว่าชั่วนั้นเขาจะทำชั่วตลอดไป
๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑
คำสัตย์ปฏิญาณ
ก่นกล่าวหา ว่าเขาไม่ ถวายสัตย์
มิผูกมัด ขัดกฎหมาย ทั้งหลายสิ้น
คนอสัตย์ ย่อมขจัด ผู้สัตย์จริง
สัตย์สาบาน สำคัญยิ่ง กระไรกัน ?
เสร็จพิธี ถวายสัตย์ ปฏิญาณ
ก็ทิ้งสัตย์ สาบาน ไว้ที่นั่น
ตระบัดสัตย์ ขัดสาบาน ไม่ผ่านวัน
ก็ผลาญชาติ ทันควัน วันสาบาน
๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑
ดูหมิ่นศาล ????
คดีทนายความกับกล่องขนมความโดยสรุปว่า.....
เมื่อวันที่ 10 มิถุนายนที่ผ่านมา ผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 ซึ่งเป็นทนายความในคดี อม.1/2550 ซึ่ง พ.ต.ท.ทักษิณ และคุณหญิงพจมาน ชินวัตร ตกเป็นจำเลยในคดีทุจริตซื้อที่ดิน ย่านรัชดาภิเษก ส่วนผู้ถูกกล่าวหาที่ 2 เป็นเสมียนทนาย และผู้ถูกกล่าวหาที่ 3 เป็นผู้ประสานงาน ได้เดินทางมาที่ศาลฎีกาเพื่อรอรับ พ.ต.ท.ทักษิณ และคุณหญิงพจมานมารายงานตัวหลังจากกลับจากต่างประเทศ
โดยผู้ถูกกล่าวหาที่ 3 ได้ให้ผู้ถูกกล่าวหาที่ 2 ไปเรียก ม.ล.ฐิติพงษ์ ชมภูนุท นิติกร 5 ประจำแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ไปพบที่ห้องพักทนายความเพียง 2 คน พร้อมกับกล่าวว่าในช่วงที่ผ่านมาต้องติดต่อประสานงานกันบ่อยครั้ง และทราบว่าเจ้าหน้าที่ของศาลเหน็ดเหนื่อย ในวันนี้จึงมีขนมมาฝาก หลังจากนั้นก็มอบถุงกระดาษ ซึ่งมีการติดสก๊อตเทปอย่างแน่นหนาให้กับ ม.ล.ฐิติพงษ์ หลังรับ ม.ล.ฐิติพงษ์ จึงนำไปสอบถามจากผู้บังคับบัญชาว่าจะรับสินน้ำใจจากทนายความได้หรือไม่ เนื่องจากเข้าใจว่าเป็นถุงขนม อย่างไรก็ดี ทางผู้บังคับบัญชาแจ้งว่าไม่สามารถรับได้ และเมื่อแกะถุงดังกล่าวดูพบว่าเป็นธนบัตรฉบับละ 1 พันบาท จำนวน 2 ปึก รวมเป็นเงิน 2 ล้านบาท ผู้บังคับบัญชาจึงได้นำไปคืนให้กับผู้ถูกกล่าวหาที่ 3
ศาลพิเคราะห์แล้ว เห็นว่า การที่ผู้ถูกกล่าวหาที่ 3 นำถุงเงินจำนวน 2 ล้านบาท มามอบให้กับเจ้าหน้าที่ของศาล มองได้ว่าเป็นการจูงใจให้กระทำการอันเป็นการมิชอบต่อหน้าที่ โดยผู้ถูกกล่าวหาที่ 2 และ 3 ร่วมกันรู้เห็นเป็นตัวกลาง ข้อต่อสู้ของผู้ถูกกล่าวหาที่ 3 ที่ว่าเป็นการหยิบถุงผิด โดยประสงค์จะมอบถุงช็อกโกแลตให้กับเจ้าหน้าที่ และที่ผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 และ 2 ต่อสู้ว่า ไม่มีส่วนรู้เห็นไม่สามารถรับฟังได้
การกระทำของผู้ถูกกล่าวหาทั้ง 3 เป็นการประพฤติตนไม่เรียบร้อยในศาล ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 31 (1) มาตรา 33 กฎหมายอาญา มาตรา 83 ซึ่งการกระทำดังกล่าวเป็นการกระทำที่ศาลฎีกา ซึ่งเป็นศาลยุติธรรมสูงสุดของประเทศ เป็นกรณีร้ายแรง จึงให้ลงโทษผู้ถูกกล่าวหาทั้ง 3 ในสถานหนัก ลงโทษจำคุกคนละ 6 เดือน และการกระทำของผู้ถูกกล่าวหาทั้ง 3 น่าจะมีมูลความผิดฐานให้สินบนแก่เจ้าพนักงาน ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 144 จึงให้เลขานุการศาลฎีกา ดำเนินการแจ้งความต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจ เพื่อดำเนินการตามกฎหมายต่อไป
ถ้าบ้านเมืองปกติ ผู้คนดี มีวัฒนธรรมเชื่อฟังผู้ใหญ่ ศาลท่านคงไม่เด็ดขาดรุนแรงอย่างนี้
จึงต้องไม่เถียงศาล เพราะสถานการณ์ไม่ปกติ
อย่างไรก็ตาม เรื่องนี้เมื่อเทียบกับกรณีทำนองเดียวกันกับเรื่องอื้อฉาวเมื่อคราวคดี “ยุบพรรค” สอนให้เรารู้ว่า....
สินบนควรให้ที่บ้าน ไม่ใช่ที่ทำการ !!!
๑๑๑๑๑จากวารสารกฎหมายใหม่ ฉบับที่ 98๑๑๑๑๑
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น