การปะทะกันระหว่างกระแสโลกาภิวัตน์ที่สยายปีก โดยอาศัยการค้าเสรี การลงทุนเสรี และเทคโนโลยีการสื่อสารทันสมัยไปทั่วโลก มักจะได้รับการต่อต้านจากกระแสท้องถิ่นหรือท้องถิ่นอภิวัตน์ทั้งทางตรงและทางอ้อม ซึ่งมักจะใช้ลัทธิชาตินิยม (ผ่านกฎหมายและกลไกราชการ) ประเพณีวัฒนธรรม ศาสนา ภูมิปัญญา และการประยุกต์ใช้สิ่งดีงามที่ตนมีอยู่ให้เข้ากับความทันสมัยและเทคโนโลยีตะวันตก
การครอบงำของฝรั่งหรือโลกตะวันตกที่ต้องการเปลี่ยนแปลงตะวันออก ไม่ใช่จะเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อมีทฤษฎีโลกาภิวัตน์ในปลายศตวรรษที่ 20 หาก "...กว่าพันปีมาแล้ว กระแสโลกาภิวัตน์ที่ก้าวหน้าได้ไหลผ่านการท่องเที่ยว การค้า การย้ายถิ่นฐาน การแพร่กระจายอิทธิพลด้านวัฒนธรรม การเผยแพร่ความรู้และความเข้าใจที่รวมถึงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี..." อมาตยา เชน (Amartya Sen) นักคิดชื่อดังระดับโลกรางวัลโนเบลสาขาเศรษฐศาสตร์ที่เพิ่งมากล่าวปาฐกถาเรื่องเศรษฐกิจพอเพียงเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา เคยเขียนไว้ในการ์เดียน ฉบับ 19 มิถุนายน 2001
"โลกาภิวัตน์เข้มแข็ง เพราะการขึ้นต่อทางวัฒนธรรมระหว่างประเทศที่พัฒนาแล้วกับประเทศกำลังพัฒนา ทำให้เราสามารถเข้าใจสังคมอื่นและพัฒนามากกว่าการฉวยโอกาสเปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรม" (Stephen McClosly, Whither Development in the Age of Globalization, 2003.)
ดังนั้น อำนาจทางวัฒนธรรมโลกาภิวัตน์ (วัฒนธรรมเสรีนิยมของทุนนิยม) จึงมากด้วยอิทธิพลการเปลี่ยนแปลงสังคมโลกอย่างสูง เข้าครอบงำวิถีชีวิตและจิตสำนึกประชาชนให้เปลี่ยนแปลงไปจากวัฒนธรรมเดิมอย่างรวดเร็ว ในตอนปลายศตวรรษที่ 20 ไม่ว่าประเทศนั้นจะเล็กใหญ่เพียงไร
ลาวเป็นประเทศเล็ก ๆ จัดอยู่ในประเทศที่ยากจน แม้จะอยู่ห่างไกลศูนย์กลางความทันสมัยของทุนนิยมโลกมานานนัก แต่เป็นสังคมที่งดงามด้วยประเพณีวัฒนธรรมเก่าแก่ วิถีชีวิตที่ไม่ซับซ้อน สถาปัตยกรรมขนาดเล็กแต่ดูชื่นตาเบิกบานใจ ประชาชนเปี่ยมด้วยอัธยาศัยไมตรี รักษาและปฏิบัติในทำนองคลองธรรมที่เรียกว่า "ฮีตคอง" มาแต่โบราณ ประเพณีอันดีงามเหล่านี้จะเปลี่ยนไปตามกระแสโลกาภิวัตน์รูปแบบใด กำลังเป็นปัญหาที่น่าจับตามอง
ทั้งนี้ เพราะผู้นำศาสนา ผู้นำทางประเพณีวัฒนธรรมสำคัญของลาว ซึ่งต่างชาติไม่ค่อยมีใครรู้จักชื่อนัก หรืออาจจะไม่มีใครเคยตั้งแง่มองท่านว่าวัตรปฏิบัติของท่าน แท้จริงคือการต่อต้านการครอบงำของกระแสโลกาภิวัตน์ต่อประชาชนลาว สาธุคำจันทร์ หรือพระหลักคำ วีระวิสุทธิคุณ (สาธุคำจันทร์ วีระจิตตะเถระ) ประธานองค์การพุทธศาสนาสัมพันธ์ แขวงหลวงพระบาง เจ้าอาวาสวัดแสนสุขาราม หลวงพระบาง ภิกษุองค์สำคัญที่อาจจะกล่าวได้ว่าเปี่ยมด้วยบารมีสูงสุด ประชาชนเลื่อมใสศรัทธามากที่สุดในสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ถึงมรณภาพเมื่อวันที่ 9 กรกฎาคม 2550 ที่ผ่านมา
สาธุคำจันทร์ เป็นพระนักเทศน์ลาวที่มีชื่อเสียง เป็นพระนักพัฒนาสังคมและพัฒนาสืบทอดอายุพระพุทธศาสนาอย่างทุ่มเทชีวิตจิตใจ ทำงานหนักตลอดชีวิตแม้จะย่างเข้า 87 ปี พระคุณเจ้าก็ไม่เคยหยุด เป็นศูนย์รวมจิตใจชาวหลวงพระบาง จนกล่าวกันว่า ประชาชนจะรู้กันว่าแต่ละวันทำอะไร ที่ไหน อย่างไร ท่านมีจิตใจที่มั่นคงในการรับใช้พระพุทธศาสนา เช่นเดียวกับท่านพุทธทาสภิกขุ ปวารณาตนเป็นทานพระพุทธเจ้า นำพระธรรมเป็นแสงสว่างสู่ประชาชน
คำจันทร์ วีระจิต เกิดปีวอก โทศก วันที่ 23 กันยายน ค.ศ. 1920 ที่บ้านหลักคำ ตาแสงเชียงทอง เมืองหลวงพระบาง วัยเด็กศึกษาทั้งหนังสือลาวและฝรั่ง อายุ 14 ปีบวชเป็นสามเณร มีสาธุใหญ่แก่นจันทร์ กัจจายะมหาเถระ วัดแสนสุขาราม เป็นพระอุปัชฌาย์ อยู่วัดนี้จนอ่านหนังสือใบลานได้ดี แล้วย้ายไปจำวัดที่วัดป่าฝาง เข้าเรียนนักธรรมกับสาธุจันที วัดใหม่ ตอนบ่ายเรียนภาษาบาลีไวยากรณ์กับสาธุคำพัน วัดป่าฝาง จนปี ค.ศ. 1936 เดินทางไปกรุงเทพฯ อยู่วัดเบญจมบพิตร จากนั้นก็เรียนนักธรรมตรี ภาษาบาลีไวยากรณ์ นักธรรมโทและแปลภาษาบาลีธรรมบท ปี 1938 ครอบครัวมีปัญหาจึงกลับมาหลวงพระบาง และลาสิกขาบทช่วยทางบ้านทำงาน จากนั้นก็บวชอีกครั้งหนึ่งปี ค.ศ. 1941 สมเด็จพระสังฆราช (ลาว) ธรรมณาณมหาเถระเป็นพระอุปัชฌาย์ ที่วัดแสนสุขาราม ได้รับการแต่งตั้งเป็นเจ้าอธิการวัดแสนสุขาราม ปี 1949
ได้รับเลือกให้เป็นเจ้าคณะแขวงหลวงพระบางปี 1954 ปี 1959 ได้รับสมณศักดิ์เป็นพระหลักคำ วีระวิสุทธิคุณ โดยรับการรดสรงเถราภิเษกจากผู้มีศรัทธาทั้งภายในและต่างประเทศ มีพระบาทสมเด็จพระเจ้ามหาชีวิตศรีสว่างวงศ์เป็นต้น และได้รับเลือกเป็นประธานองค์การพุทธศาสนาสัมพันธ์ แขวงหลวงพระบาง ปี 1976 สุดท้ายคณะสงฆ์และรัฐบาลลาวถวายสมณศักดิ์ชั้นพระอัครมหาสัทธัมมโชติกทชะในปี 2002
สาธุใหญ่คำจันทร์เป็นพระนักปฏิบัติที่รอบรู้ภาษาบาลี หลักพุทธธรรม ได้ไปร่วมสังคายนาพระไตรปิฎก อรรถกถาที่เมืองย่างกุ้ง ประเทศพม่า ปี 1961 ควบคู่กับงานด้านศิลปกรรมและการสร้างวัดวาอารามหรือการปฏิสังขรณ์วัดต่าง ๆ โดยที่ไม่ได้โอ้อวดผลงานหรือปัญหาจากการทำงาน หากชาวบ้านจะเล่าขานเป็นตำนานไว้มากมาย
ใครที่ไปเยี่ยมยามวัดแสนสุขาราม หลวงพระบาง ซึ่งอร่ามเรืองรองด้วยสีทอง และมีพระพุทธรูปยืนโดดเด่นเป็นสง่า การสร้างโบสถ์หลังแปลกตา พระพุทธรูปองค์อื่น ๆ ในวัด ล้วนเป็นผลงานของท่าน สาธุใหญ่คำจันทร์เคยกล่าวว่า ท่านเกิดมาเพื่อที่จะปฏิสังขรณ์พระพุทธรูปยืนเก่าแก่องค์นี้
โดยเฉพาะโบสถ์หลังใหญ่สีทอง งดงามด้วยลายสีทองแต้มแดงแพรวพราว เป็นภาพที่นักท่องเที่ยวต้องบันทึกภาพเอาไว้ และสื่อโลกาภิวัตน์มักจะแพร่ภาพผ่านสารคดี หรือโทรทัศน์อยู่เสมอ ความจริงแล้ว นี่เป็นโบสถ์ใหม่ที่สร้างแทนโบสถ์เก่าศิลปะลาวสมัยปี พ.ศ. 2261 สาธุใหญ่คำจันทร์ได้รื้อออกทั้งหลัง แล้วออกแบบสร้างขึ้นจนสำเร็จ
มีเรื่องเล่าว่า เมื่อโบสถ์นี้สร้างเสร็จแล้ว เจ้ามหาชีวิตศรีสว่างวงศ์ไม่ทรงโปรด ทรงกล่าวหาว่าสาธุใหญ่คำจันทร์ลอกเลียนแบบศิลปะไทย ซ้ำไม่นิมนต์เข้าวัง หรือไม่ค่อยตรัสด้วยนัก ทำให้สาธุใหญ่คำจันทร์กราบทูลว่าโบสถ์หลังนี้เป็นศิลปะลาว มาจากการที่ท่านจดจำเอาความงามของวัดต่าง ๆ มาแต่งเติมเป็นงามใหม่ สะท้อนให้เห็นภูมิปัญญาของท่านที่ลึกซึ้งเป็นอย่างดี เจ้ามหาชีวิตทรงหายกริ้ว
ในยุคโลกาภิวัตน์ การจะสร้างกระแสท้องถิ่นอภิวัตน์โต้กลับได้นั้น ความสำเร็จมาจากจุดยืนและความเชื่อมั่นศรัทธาในภูมิปัญญาท้องถิ่น สาธุใหญ่คำจันทร์เป็นหลักคิดสำคัญของประชาชนหลวงพระบาง ปัญญาที่เชื่อมั่นในสัจจะช่วยให้ท่านประคับประคองตัวเองและพุทธศาสนา รวมถึงการรักษาขนบธรรมเนียมประเพณีที่มีส่วนช่วยให้ "นครหลวงพระบางมีเสน่ห์ในฐานะที่เป็นมรดกโลกอันงดงามด้วยประเพณีวัฒนธรรม" ท่านมีส่วนพิทักษ์รักษานครหลวงแห่งนี้เอาไว้ชาวหลวงพระบางเล่าว่า ในอดีตขณะที่มีการเคลื่อนไหวด้วยกำลังอาวุธของฝ่ายพรรคคอมมิวนิสต์ (พรรคประชาชนปฏิวัติลาว) การเคลื่อนไหวช่วงชิงมวลชนกับรัฐบาลฝ่ายขวาจึงเกิดขึ้น แต่วัดแสนสุขารามยังคงปฏิบัติธรรมไปตามปกติ จนกระทั่งรัฐบาลลาวฝ่ายขวาสังสัยว่า สาธุใหญ่คำจันทร์จะเป็นใจเข้าข้างฝ่ายคอมมิวนิสต์ ดังนั้นเมื่อมีข่าวลือว่า ในวัดแสนสุขารามซุกซ่อนอาวุธสงครามเอาไว้ เจ้าหน้าที่รัฐบาลก็ถามสาธุคำจันทร์ว่า "เข้าข้างฝ่ายใด" ท่านก็ตอบอย่างเชื่อมั่นว่า "เป็นฝ่ายพระพุทธเจ้า"
สาธุใหญ่คำจันทร์เป็นความเชื่อศรัทธาของชาวหลวงพระบางหรือชาวพุทธในลาว ขณะที่สถานการณ์การเมืองระหว่างพรรคคอมมิวนิสต์ลาวกับรัฐบาลมาถึงขั้นแตกหัก กองทัพประชาชนลาวจะเตรียมจะแตกเสียงปืนในนครหลวงพระบาง สาธุใหญ่คำจันทร์ตัดสินใจไปเจรจาหย่าศึกโดยเสนอไม่ให้ฝ่ายพรรคคอมมิวนิสต์ลาวแตกเสียงปืน และขอมิให้ชาวหลวงพระบางที่ประสงค์จะบวชต้องเป็นทหาร โดยท่านได้ไปกราบทูลของเจ้ามหาชีวิตทรงลี้ภัยไปอยู่ต่างแดน สันติสุขจึงเกิดขึ้นและสามารถรักษาหลวงพระบางรอดพ้นจากภัยอาวุธสงคราม
นี่เป็นตำนานเล่าขาน จะมีบันทึกในประวัติศาสตร์ลาวสมัยใหม่หรือไม่ ผู้เขียนไม่ทราบได้ แต่เรื่องเล่าย่อมต้องมีมูลเหตุที่มาที่ไป เพราะบุคคลที่จิตใจยิ่งใหญ่จริง ๆ ใช่ว่าจะต้องบันทึกไว้ในประวัติศาสตร์ หากบันทึกไว้ในใจคนเป็นสำคัญ
สาธุใหญ่คำจันทร์ก็เป็นเช่นนั้น ท่านทำทุกสิ่งทุกอย่างด้วยสำนักในการทำหน้าที่ของศิษย์พระตถาคตหรือความเป็นคนลาว เมื่อพรรคคอมมิวนิสต์ลาวได้จัดตั้งรัฐบาลขึ้นปกครองประเทศ มีคำสั่งยกเลิก "ฮีตคอง" เพราะเห็นเป็นเรื่องความเชื่อประเพณีที่งมงาย
สาธุใหญ่คำจันทร์ทำหน้าที่แทนคนลาว ได้เตือนรัฐบาลฝ่ายซ้ายว่าหลวงพระบางเป็นเมืองพระยานาค ฮีตคองเป้นประเพณีเป็นการปฏิบัติธรรมที่สืบต่อมาแต่โบราณ หากงดเว้นฮีตคองจะก่อให้เกิดภัยแห้งแล้ง เมื่อรัฐบาลไม่เชื่อ ต่อมาก็เกิดฝนฟ้าแล้งติดต่อกันหลายปี กดดันให้ประชาชนลาวลุกขึ้นมาเรียกร้องเอาฮีตคองกลับคืนมา รัฐบาลต้องยอมผ่อนปรน ฝนจึงตกตามฤดูกาล ส่งผลให้ประชาชนลาวศรัทธาสาธุใหญ่คำจันทร์และฝ่ายรัฐบาลลาวก็ฟังคำพูดของสาธุใหญ่คำจันทร์
ผลงานและตำนานสาธุใหญ่คำจันทร์มีมากมาย บัดนี้ไม่มีร่างผู้ทรงศีลและเป็นที่พึ่งทางจิตวิญญาณของชาวหลวงพระบางอีกต่อไป ข่าวว่าจะมีการจัดสงสการศพท่านในวันที่ 21 กรกฎาคมนี้ จากนั้นคงไม่มีใครคาดว่ากระแสท้องถิ่นอภิวัฒน์ในหลวงพระบาง จะไม่เปลี่ยนแปลงด้วยอิทธิพลโลกาภิวัฒน์ หรือกระแสทุนและลัทธิบริโภคนิยมอันเชี่ยวกรากได้อย่างไร เมื่อเขื่อนศาสนาและวัฒนธรรมจากการนำของสาธุใหญ่คำจันทร์สลายลง
ต่อจากนี้ไป ใครที่ไปหลวงพระบางคงไม่ได้ตักบาตรสาธุใหญ่คำจันทร์ ผู้อยู่หัวแถวของพระสงฆ์ที่ออกบิณฑบาตยาวเหยียด พร้อมกับบันทึกภาพนั้นเอาไว้อีก สาธุใหญ่คำจันทร์ได้รักษานิสัยแห่งสงฆ์ ด้วยการออกบิณฑบาตทุกเช้ามาตลอด แม้อายุจะใกล้ครบ 87 ปี แต่ก็ยังออกบิณฑบาตจนวันสุดท้ายแห่งชีวิตเหลือไว้แต่ปณิธานที่ตั้งไว้ว่า จะมุ่งทำหนังสือเสริมสร้างการศึกษาและการศาสนาในลาวเป็นเรื่องใหญ่ ใครเล่าจะสืบสานปณิธานนี้ต่อไป
-----พิทยา ว่องกุล เตือนภัยไร้พรมแดน ไทยโพสต์ 16 กรกฎาคม 2550-----
สาธุ สาธุ สาธุ
ตอบลบ