‘Beauty is in the eye of beholder’ หากวลีที่ว่านี้ยังเป็นจริงฉันใด... การให้ความหมายต่อสิ่งที่ผันผ่านเข้ามาในชีวิตคนเราก็ย่อมแตกต่างกันได้ฉันนั้น ยิ่งในวันวัยหนุ่มสาวห้าวหาญที่ถูกท้าทาย ทดสอบจากห้วงคับแค้นเผด็จการอยุติธรรมด้วยแล้ว การค้นหาความหมายของชีวิตในรั้วมหาวิทยาลัยจึงไม่ใช่ไขว่คว้ากระดาษหนึ่งแผ่นเพื่อความก้าวหน้าทางการงานเฉกเช่นหนุ่มสาวทุนนิยมอย่างแน่นอน
โครงการ 60 ปี วิทยากร เชียงกูล
ตอบลบ40 ปี ฉันจึงมาหาความหมาย
--------------------------------
ความเป็นมา
เนื่องจาก อาจารย์วิทยากร เชียงกูล เป็นนักคิดนักเขียนที่จุดประกายความคิดให้กับหนุ่มสาวจำนวนหนึ่งจนกลายเป็นตำนานยุคแสวงหา ที่คนทั่วไปรู้จักกันดี โดยมีบทกวี “เพลงเถื่อนแห่งสถาบัน” เป็นสื่อส่งผ่านความคิดจากรุ่นสู่รุ่น ความคิดสำคัญของยุคนี้คือการมองหาคุณค่าในตนเอง และการเดินออกจากห้องเรียนไปสู่สังคมรอบข้าง จากรั้วสถาบันไปสู่ชนบท ท้องไร่ท้องนา โรงงาน และสลัม ซึ่งผลสะเทือนจากยุคแสวงหาได้นำปัญญาชนคนหนุ่มสาวไปสู่การเปลี่ยนแปลงสังคมในยุค 14 ตุลาในเวลาต่อมา
ในช่วงชีวิตนักวิชาการที่ไม่เคยหยุดนิ่ง อาจารย์วิทยากร เชียงกูล ได้ทำหน้าที่เลือกสรรหนังสือดีที่ควรอ่าน และผลิตผลงานหนังสือมากมายที่เป็นทั้งอาหารสมอง เป็นคำตอบของการแสวงหาว่า “เราจะไปทางไหนกัน” และให้กำลังใจแก่ผู้มีความใฝ่ฝันที่จะเปลี่ยนแปลงสังคมให้เท่าเทียม และมีความเป็นธรรม ดังนั้นเมื่อครบรอบวันเกิด 60 ปี ของอาจารย์วิทยากร เชียงกูล จึงสมควรที่ลูกศิษย์ลูกหา และผู้ที่เป็นผลผลิตจากยุคดังกล่าว ผู้ที่ต้องการร่วมทางฝัน และผู้ที่ยังต้องการแสวงหา และสร้างสรรค์สังคมที่ดีงาม ตลอดจนนักอ่านที่ศรัทธาในผลงานของอาจารย์ จึงควรใช้โอกาสนี้เพื่อจัดกิจกรรมร่วมกันเพื่อประสานอดีต เรียนรู้ปัจจุบัน และผลักความฝันนั้นไปสู่อนาคต
วัตถุประสงค์
1. เพื่อกระตุ้นเตือนสังคมให้เห็นความสำคัญของยุคสมัยอันเป็นตำนานของการแสวงหา
2. เพื่อแสดงกตัญญูกตเวทีต่อผู้ที่เป็นต้นธารแห่งยุค ในวาระครบรอบสำคัญของช่วงชีวิต
3. เพื่อรวบรวมผู้สนใจและต้องการสืบทอดความใฝ่ฝันอันดีงามมาร่วมกันคิดร่วมกันทำกิจกรรมและถ่ายทอดประสบการณ์ระหว่างกัน
4. เพื่อเป็นเวทีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ และส่งเสริมวัฒนธรรมการอ่าน
5. แนะนำหนังสือ บทกวี และงานเขียนที่มีคุณค่าเพื่อสร้างสรรค์สังคม
กลุ่มเป้าหมาย
1. นักเรียน นักศึกษา
2. ครู อาจารย์ นักการศึกษา (ครูแนะแนว)
3. พ่อแม่ ผู้ปกครอง
4. ผู้สนใจการอ่าน และประชาชนทั่วไป
สถานที่/ระยะเวลา
ครั้งที่ 1 วันที่ 2 ธันวาคม 2549 ระหว่างเวลา 09.00-18.00 น. ณ ห้องประชุมมูลนิธิ 14 ตุลา ด้านหลังอนุสรณ์สถาน 14 ตุลา สี่แยกคอกวัว
ครั้งที่ 2 เดือนกุมภาพันธ์ 2550 (อยู่ในระหว่างพิจารณารายละเอียด)
เนื้อหา
ประวัติ-ผลงานเด่น ๆ /คนร่วมยุคสมัย /แนะนำหนังสือ
รูปแบบกิจกรรม
1. ปาฐกถา/สัมมนาวิชาการ/เสวนา-วิจารณ์
2. การแสดงศิลปวัฒนธรรม
3. นิทรรศการ
4. งานแฟร์ การออกร้านหนังสือ ถนนคนเดิน ตลาดนัดนักอ่าน ฯลฯ
กำหนดการ
วันเสาร์ที่ 2 ธันวาคม 2549
09.30 น. ลงทะเบียนผู้ร่วมงาน
10.00 น. การอภิปราย “พลังการอ่าน กับการเปลี่ยนแปลงสังคม”
วิทยากร :
คุณโสภณ สุภาพงษ์
คุณชมัยพร แสงกระจ่าง
คุณอดิศร พวงชมภู
คุณกวิน ชุติมา
ดำเนินรายการโดย ดร.รัตนาภรณ์ ธรรมโกศล
12.00 น. รับประทานอาหาร
13.30 น. เสวนา “ทำไมฉันจึงมาหาความหมาย ?”
โดย :
คุณสุชาติ สวัสดิ์ศรี
คุณเนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์
คุณสันติสุข โสภณศิริ
คุณจรัล ดิษฐาอภิชัย
คุณทองแถม นาถจำนงค์
ดำเนินรายการโดย อ.วิภา ดาวมณี
16.30 น. เปิดใจ วิทยากร เชียงกูล เมื่อปีที่ 60 มาเยือน
17.00 น. ดนตรี หงา คาราวาน และเพื่อนพ้องน้องพี่
พร้อมลำนำบทกวี เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์
18.30 น. ปิดงาน
‘Beauty is in the eye of beholder’ หากวลีที่ว่านี้ยังเป็นจริงฉันใด... การให้ความหมายต่อสิ่งที่ผันผ่านเข้ามาในชีวิตคนเราก็ย่อมแตกต่างกันได้ฉันนั้น ยิ่งในวันวัยหนุ่มสาวห้าวหาญที่ถูกท้าทาย ทดสอบจากห้วงคับแค้นเผด็จการอยุติธรรมด้วยแล้ว การค้นหาความหมายของชีวิตในรั้วมหาวิทยาลัยจึงไม่ใช่ไขว่คว้ากระดาษหนึ่งแผ่นเพื่อความก้าวหน้าทางการงานเฉกเช่นหนุ่มสาวทุนนิยมอย่างแน่นอน
ตอบลบ'ฉันเยาว์ฉันเขลาฉันทึ่ง ฉันจึงมาหาความหมาย
ฉันหวังเก็บอะไรไปมากมาย สุดท้ายให้กระดาษฉันแผ่นเดียว’
4 วรรคทองของบทกวี ‘เพลงเถื่อนแห่งสถาบัน’ ที่นักศึกษาปี 3 เศรษฐศาสตร์ ธรรมศาสตร์ 'วิทยากร เชียงกูล’ รังสรรค์ขึ้นตั้งแต่ปี 2511 ไม่เพียงเผยสารัตถะสำคัญของนักศึกษาและมหาวิทยาลัยที่ขาดหายไปในช่วงก่อน 14 ตุลาเรื่อยมากระทั่งปัจจุบันได้เท่านั้น หากยังรัดร้อยแรงบันดาลใจหนุ่มสาวต่างยุคสมัยเข้าไว้ได้ด้วยกันอย่างน่าทึ่ง โดยเฉพาะหมุดหมายปลายฝันชีวิตนักศึกษาที่ไม่ได้สุดสิ้นแค่รับปริญญาบัตร!
* เกี่ยวเก็บแรงบันดาลใจ
จริงทีเดียวที่กวี นักเขียน ศิลปิน มักอาศัยความทดท้อสิ้นหวังมาสรรค์สร้างผลงานเลิศล้ำที่เปลี่ยนแปลงโลกทัศน์ทั้งในระดับปฏิบัติและจิตวิญญาณของผู้เสพงานศิลป์ ดังพลังเพลงเถื่อนแห่งสถาบันที่ผันพลิกชีวิตหนุ่มสาวไม่น้อยทั้งในห้วงอดีตและปัจจุบันให้ลุกขึ้นมาตั้งคำถามอย่างเคร่งครัดในความหมายแห่งชีวิตและสังคมก็ถ้อยถักมาจากความหมดอาลัยตายอยากหลังก้าวเท้าเข้ามหาวิทยาลัยได้แค่ 3 ปีของคนหนุ่มผู้มุ่งมาดความดีงามอันแตกต่าง
“เขียนตอนเรียนปี 3 เริ่มเบื่อมหาวิทยาลัย เพราะคาดหมายสูงว่ามหาวิทยาลัยคงมีสติปัญญามาก สอนดี บรรยากาศวิชาการ แต่พอเข้าไปกลับไม่ต่างจากโรงเรียนมัธยมมากนัก เลยใช้เวลาอ่านหนังสือเองเยอะ และแม้ธรรมศาสตร์จะไม่มีการรับน้องใหม่ แต่ช่วงนั้นนักศึกษาก็ชอบทำกิจกรรมฟุ้งเฟ้อ งานเต้นรำ ศิษย์เก่า รวมถึงทุ่มเทเวลาเตรียมกีฬาฟุตบอลประเพณี ซ้อมเพลงเชียร์ทั้งปี”
วิทยากรย้อนรอยแรงบันดาลใจในการเรียงร้อยบทกวี ก่อนขยายว่า ด้วยมีเพื่อนเป็นชาวนาและความที่ตัวเองเป็นชนชั้นกลางในตัว อ.บ้านหมอ จ.สระบุรีที่เข้ามาเรียนเศรษฐศาสตร์ในเมืองกรุง จึงมองเห็นปัญหาทั้งฟากนักศึกษาที่ไม่ตื่นตัวทางสังคม ขณะฝั่งชาวบ้านก็ยากจนข้นแค้น รอคอยความหวังว่านักศึกษาเหล่านั้นเมื่อจบไปแล้วจะมาช่วยกันพัฒนาประเทศเพื่อคลี่คลายคุณภาพชีวิตพวกเขา
ถึงแม้ช่วงนั้นจะยังไม่สนใจการเมืองมากนัก แต่ตื่นตัวทางสังคมแล้ว รู้สึกว่าสังคมต้องการการพัฒนาเพื่อพ้นไปจากความเหลื่อมล้ำต่ำสูงที่ถ่างกว้างมาก โดยเฉพาะมิติทางการศึกษาที่เสมือนเปิดกว้างเฉพาะคนรวย การเย้ยหยันแบบคนหนุ่มในวรรค ‘จะให้พ่อขายนามาแลกเอา’ จึงสะท้อนค่านิยมของนักศึกษาสมัยนั้นว่าต่อให้ต้องจ่ายสูงอย่างไร พวกเขาก็พร้อมขอเพียงให้ได้ใบปริญญามา ทั้งๆ ที่ช่วงเวลานั้นพวกเขาสามารถเก็บเกี่ยวประสบการณ์ด้วยการอ่านหนังสือหรือทำกิจกรรมต่างๆ ได้มากมาย ดังสะท้อนชัดผ่าน 4 วรรคท้ายสุดของกวีบทเดียวกันนี้
'ดอกหางนกยูงสีแดงฉาน บานอยู่เต็มฟากสวรรค์
เกินพอให้เจ้าแบ่งปัน จงเก็บกันอย่าเดินผ่านเลยไป!’
“หากอ่านทั้งชิ้น จะพบว่าไม่ได้มีแค่ความหมายใน 4 วรรคที่คนชอบโค้ดกันมากเท่านั้น เพราะยังพูดถึงดอกหางนกยูงในท่วงทำนองความสวยงามของชีวิตที่จักต้องเก็บเกี่ยวด้วย” วิทยากรเผยหนึ่งความหมายที่ปรารถนาสื่อออกไป แต่สังคมกลับไม่ค่อยรับรู้
อย่างไรก็ตาม แม้จะสะท้อนความผิดหวังในระบบมหาวิทยาลัยและสังคมเหลื่อมล้ำได้ถึงแก่น แต่ห้วงยามนั้นยังมีนักศึกษาไม่มากคนนักที่ซึมซับความหมายลุ่มลึกของกวีบทนี้ เพราะถึงจะตีพิมพ์ตั้งแต่ 27 มิถุนายน 2511 ในหนังสือพิมพ์ยูงทองของคณะวารสารฯ แล้วนำมาแจกในงานวันครอบรอบสถาปนามหาวิทยาลัย ก็ยังไม่ค่อยมีนักศึกษาสนใจใคร่อ่านมากนัก
ต้องรอจนกระทั่งพิมพ์รวมเรื่องสั้นและบทกวีชื่อ ‘ฉันจึงมาหาความหมาย’ ครั้งแรกในปลายปี 2514 ที่ประจวบเหมาะกับกระแสต้านเผด็จการในหมู่นักศึกษาหนักหน่วงมากขึ้นเรื่อยๆ ในช่วงเวลานั้น บทกวีนี้จึงโดดเด่น ‘โดน’ ใจพวกเขามหาศาล จนกลายเป็นปรากฏการณ์ถีบตัวเองอย่างเร่งร้อนออกจากความคับแคบของตำรับตำราในหมู่นักศึกษาอย่างต่อเนื่องและรวดเร็วราวห่วงโซ่แห่งเกลียวคลื่น ก่อนถั่งโถมท่วมท้นเป็นมหาสมุทรมหาชนช่วง 14 ตุลาคราขับไล่เผด็จการ
ถึงแม้การเคลื่อนไหวภาคประชาชนคราวนั้นจะไม่ใช่ผลพวงทั้งมวลของกวีบทนี้ ทว่าความพึงพอใจในหนุ่มสาวส่วนใหญ่ภายหลังอ่านบทกวีชิ้นนี้ ก็ยากจะปฏิเสธว่าวรรคสั้นๆ อย่าง ‘ฉันจึงมาหาความหมาย’ กลายเป็นเสี้ยวส่วนสำคัญในการอ้างอิง เอื้อนเอ่ย อวดอ้าง หรือแค่พลิกผ่านประวัติศาสตร์วันมหาวิปโยคไปเสียแล้ว
“เสียงตอบรับช่วงนั้น อาจารย์บางคนก็เห็นว่าเขียนแรง ขณะที่นักศึกษาส่วนใหญ่จะไม่ค่อยอ่าน ส่วนคนที่อ่านก็พอใจ เพราะเหมือนเขียนแทนใจเขาว่าไม่ใช่มาเรียนมหาวิทยาลัยเพื่อเอาปริญญาอย่างเดียว ยิ่งช่วงหลัง 14 ตุลา นักศึกษาตื่นตัวมาก รุ่นพี่ก็เอาหนังสือฉันจึงมาหาความหมายให้น้องอ่าน บางปีธรรมศาสตร์ก็ติดป้ายขนาดใหญ่ที่เขียน 4 วรรคนี้ไว้ต้อนรับนักศึกษาใหม่เพื่อกระตุ้นให้พวกเขาหัดตั้งคำถาม ขณะที่ครูก็เอาไปให้เด็กมัธยมอ่านอีกต่อหนึ่ง” วิทยากรเผยคุณค่าจากรุ่นสู่รุ่น ก่อนเน้นว่าช่วงตื่นตัว จำนวนผู้อ่าน กลุ่มนักศึกษาที่ขอไปจัดพิมพ์ และจำนวนครั้งการพิมพ์จะสูง
แรงบันดาลใจจากความผิดหวังในรั้วสถาบันการศึกษาและสังคมที่ถ้อยถักผ่านกวีบทนี้จะว่าไปแล้วมีความร่วมสมัยค่อนข้างมากทีเดียว ด้วยแรงปรารถนาที่จะสร้างสรรค์สิทธิเสรีภาพ เสมอภาค ภราดรภาพ และมนุษยธรรมของคนรุ่นนั้นที่สะท้อนผ่านตัวอักษร ไม่ต่างจากความหนักแน่นของหนุ่มสาวปัจจุบันผู้พิสมัยการแสวงหาความหมายแห่งชีวิตบนฐานรากการนับถือตัวเองสักเท่าใดนัก เหนืออื่นใดไม่ว่าเวลาจะทอดตัวนานเนิ่นเพียงใด การเกี่ยวเก็บความหมายบนรายทางชีวิตของผู้แสวงหาก็จะยังคงเข้มข้นไม่เลือกวัยสดใสหรือร่วงโรย ดังเข็มไมล์ในชีวิตที่ขยับเลยทศวรรษที่ 6 ไปแล้วของผู้ประพันธ์กวีบทนี้
* 6 ทศวรรษการแสวงหา
แม้เพลงเถื่อนแห่งสถาบันจะยังมีอายุไม่ครบ 4 ทศวรรษ ทว่าถ้านับห้วงแสวงหาความหมายในรั้วมหา’ลัยของวิทยากรแล้ว จะพบว่าเกินไปแล้ว 1 ปีด้วยซ้ำ เพราะนับแต่เขาเข้าเรียนคณะเศรษฐศาสตร์ในปี 2508 สายธารการเป็นนักเขียนผู้มุ่งมั่นค้นหาความหมายก็ฉายชัดตั้งแต่นั้นแล้วจากผลงานในกลุ่มพระจันทร์เสี้ยวและชมรมวรรณศิลป์ ที่คู่ขนานมากับสังคมศาสตร์ปริทรรศน์ที่เปิดเวทีแก่นักศึกษามหาวิทยาลัยต่างๆ แสดงทัศนะวิพากษ์วิจารณ์ภายใต้ฉากหลังการต่อต้านสงครามเวียดนามโดยเยาวชนคนรุ่นใหม่ในต่างประเทศที่เป็นเชื้อไฟให้พลังนักศึกษาไทยพวยพุ่ง
“ช่วงแรกแสวงหาความหมายในชีวิต ยังไม่ใช่เรื่องการเมือง เริ่มตั้งคำถามในเชิงสังคมว่าจบไปแล้วทำอะไร ไม่ใช่แค่หางานทำไปวันๆ ชีวิตน่าจะมีความหมายมากกว่านี้ มหาวิทยาลัยน่าจะดีกว่านี้ ที่สำคัญจะทำอย่างไรให้นักศึกษาเข้ามามีบทบาททางการเมืองเพื่อจะได้สนใจปัญหาอื่นๆ ตามมา” วิทยากรนิยามยุคแสวงหา พลางสำทับว่า เพลงเถื่อนแห่งสถาบันประหนึ่งกระบอกเสียงและใบเบิกทางสำหรับหนุ่มสาวยุคแสวงหาที่วาดหวังสังคมดีงาม ทว่ายังหวาดกลัวความเดียวดาย หากเปิดเผยตัวตนออกมา
ครั้นคล้อยหลัง 14 ตุลาไม่นาน บทกวีชิ้นนี้ได้รับการกล่าวขานมากมายในฐานะหนึ่งแรงบันดาลใจที่นำไปสู่การลุกขึ้นสู้ของขบวนการนิสิตนักศึกษา จนหลายครั้งตัวผู้เขียนเองยังถูกเหมารวมเป็นคนเดือนตุลา ทั้งที่ความจริงแล้วเป็นรุ่นก่อนหน้านั้นเล็กน้อย
“รู้สึกเราเป็นส่วนหนึ่งของ 14 ตุลา แม้ว่าเวลาที่เราคิด ทำ จะไม่ได้คิดว่ามีอิทธิพลอะไรต่อสังคม เพียงแต่เป็นเรื่องของจังหวะทางประวัติศาสตร์ หรือแล้วแต่ความสอดคล้องของอารมณ์ หลายคนบอกเหมือนในใจเขาเลย เขาอยากเขียนแบบนี้ แต่ไม่ได้เขียนออกมา เหมือนเราเขียนแทนคนอื่นและเพื่อนฝูง” วิทยากรถ่ายทอดความรู้สึก
ยิ่งกว่านั้น ถ้อยความจากบทกวียังสอดคล้องกับปรากฏการณ์ในรั้วมหา’ลัยไทยปัจจุบันหลายมิติแม้เวลาจะล่วงเลยมามากแล้วก็ตาม ดังปรากฏชัดผ่านการแห่แหนกันเรียนปริญญาโทและเอก ขณะที่นักศึกษาก็ฟุ้งเฟ้อ รวมถึงระบบการศึกษาก็ยังสอนแบบท่องจำ แม้จะมีพัฒนาการด้านวิชาการมากขึ้น แต่ก็เน้นหนักที่ความเชี่ยวชาญเฉพาะทาง การมองปัญหาสังคมแบบองค์รวมจึงน้อย
นักศึกษาที่ไม่รักการอ่านจึงเลี่ยงไม่พ้นต้องตกเป็นเหยื่อการศึกษาแบบเน้นปริมาณมากเข้าว่าเพื่อนำไปรับใช้ระบบทุนนิยม คุณภาพเลยต่ำ อีกทั้งส่วนมากยังเป็นลูกคนชั้นกลาง การจะหลอมรวมพลังดังสมัยก่อนคงยาก แม้จะมีเคลื่อนไหวอยู่บ้าง แต่ก็น้อยนัก
“ใช้ชีวิตด้วยการอ่านหนังสือเยอะและหลากหลาย สนใจวรรณกรรมตั้งแต่เด็ก อ่านภาษาไทยหมดแล้ว เรื่องแปลก็มีน้อย จึงต้องไปอ่านภาษาอังกฤษ หลังจากอ่านวรรณกรรมดีๆ เหล่านั้นแล้ว ก็ทำให้อยากรู้ประวัติศาสตร์และปรัชญา เพราะไม่อย่างนั้นจะไม่เข้าใจ หรือถ้าเป็นเศรฐศาสตร์การเมืองก็ต้องศึกษาเรื่องสังคมวิทยาด้วย จึงทำให้เก็บเกี่ยวความรู้และมีมุมมองที่แตกต่าง บวกกับการได้คุยกับคน เที่ยวต่างจังหวัดและต่างประเทศก็ทำให้มองปัญหารอบด้านมากขึ้น”
6 ทศวรรษสายธารชีวิต 4 ทศวรรษความหมายที่ดั้นด้นค้นหานับแต่วัยหนุ่มของวิทยากร จะว่าไปแล้วล้วนปูอยู่บนพรมอักษรทั้งไทยและเทศที่เขารักและเคยคุ้นในการดำดิ่งค้นหาคุณค่าความหมายโดยไร้ทีท่าหน่ายเหนื่อย จากการอ่านในวัยเด็ก เขียนในวัยรุ่น และตกผลึกความคิดเป็นองค์ความรู้ผ่านตัวอักษรที่พร้อมเผยแพร่ในช่วงเติบใหญ่ ในขณะเดียวกันก็ผ่านการทดสอบท้าทายจากความผันผวนลวงเร้าของยุคสมัยที่ผู้คนให้ความหมายในชีวิตแตกต่างออกไป
* ยืนหยัดท้าทาย
รายทางชีวิตใช่จะโรยด้วยแดงเฉดกลีบกุหลาบเสมอไป หลายคราวร้าวรานพลัดพรากจากสถานการณ์ที่ยากคำนวณในความมืดดำอำมหิตเหี้ยมโหดที่มนุษย์พึงกระทำต่อกันดังเหตุการณ์ 6 ตุลา ที่สถาปนาตัวเองเป็นความเงียบเหงาหดหู่ลึกซึ้งในจิตใจ ที่แม้เขาจะไม่ได้พานพบความอัปยศครั้งนี้ด้วยตนเองเนื่องจากได้รับทุนไปฝึกวิธีการฝึกอบรมผู้สอนสหภาพแรงงานของสถาบันองค์การแรงงานระหว่างประเทศที่เมืองตูริน อิตาลีพอดี
“พอเกิดเหตุการณ์ 6 ตุลา ก็ไม่กล้ากลับเมืองไทย เพราะว่ามีการจับและเผาหนังสือ ซึ่งตอนนั้นเราเป็นนักเขียนหัวก้าวหน้าที่มีชื่อเสียงแล้ว แต่ขณะเดียวกันก็ไม่อยากเข้าป่า ไม่ชอบการปฏิวัติ การฆ่ากัน ...ตัดสินใจลาออกจากงาน อนาคตตอนนั้นก็ยังไม่รู้จะอยู่อย่างไร แต่ภายหลังสถานการณ์ค่อยๆ เปลี่ยน จนประเมินแล้วว่าปลอดภัย ถึงกลับมา” ผู้แต่ง 1 ในหนังสือดี 100 เล่มที่คนไทยควรอ่านเผยห้วงลำบากกายใจในต่างแดน พร้อมชี้ชวนให้เห็นอีกด้านของชีวิตที่ถูกระบบอุปถัมภ์และเส้นสายทำร้ายจากการลงสมัคร สว., กสช. กระทั่งผอ.อสมท. ที่รู้ทั้งรู้ว่าต้องโดนขัดขวางแต่ก็ยังเสนอตัวเป็นทางเลือก
ความหนักแน่นในช่วงชีวิตที่ขึ้นต้นด้วยเลข 6 แล้ว ทำให้มองแต่ละปัญหาอย่างสลับซับซ้อนขึ้น ผนวกกับการผ่านยุคสมัยต่างๆ มาอย่างค่อยเป็นค่อยไป จากตื่นตัวทางสังคม แล้วค่อยสนใจการเมือง เหตุการณ์ 14 ตุลาก็เข้าร่วมผลักดันประชาธิปไตย และเห็นด้วยกับสังคมนิยมเนื่องจากตระหนักว่าประชาธิปไตยแบบทุนนิยมไม่อาจช่วยประชาชน แต่ก็ไม่ถึงขั้นจับอาวุธขึ้นสู้
“อายุมากขึ้น ทำให้รู้ว่าระบบการเมืองเปลี่ยนยาก ต่างจากสมัย 14 ตุลาที่ยังหนุ่ม และเชื่อมั่นว่าเราเปลี่ยนแปลงสังคมได้ เปลี่ยนโลกได้ แต่หลังจากผ่านวัยนั้นไปแล้ว ก็รู้สึกว่าเราคงทำได้ส่วนเดียวเพราะพื้นฐานประชาชน ทุกวันนี้เห็นความจริงมากขึ้นจากเมื่อก่อนที่จะเป็นอุดมคติ” วิทยากรลำดับขั้นเปลี่ยนแปลงในชีวิต ที่มิได้หมายถึงการทอดทิ้งความฝัน แต่ดำเนินการทุกอย่างด้วยความไม่หวือหวา ทำในสิ่งที่ทำได้ โดยเฉพาะการหันมาทุ่มเทด้านการศึกษามากขึ้นเฉกเช่นเดียวกับอาจารย์ป๋วย อึ๊งภากรณ์ บุคคลที่เขายกย่อง
ยิ่งกว่านั้น การหันมาให้ความสำคัญกับการศึกษาจะว่าไปแล้วเสมือนการต่อยอดความฝันในการเป็นนักหนังสือพิมพ์ตามแบบอย่างศรีบูรพา ด้วยสามารถถ่ายทอดความคิดทางการเมืองควบคู่กับมอบความรู้ผ่านวิชาเศรษฐกิจประเทศไทย เศรษฐศาสตร์ และปรัชญาการเมืองแก่นักศึกษา ขณะเดียวกันการวางบทบาทของตัวเองไว้แค่ผู้สนับสนุนทางความคิดแก่นักการเมืองที่คัดสรรแล้ว ก็ช่วยให้ถนนสายวิชาการที่แตกฉานตลอดมายังทอประกายสดใสนับแต่ทำงานแบงค์ฝ่ายวิจัย กระทั่งรับตำแหน่งคณบดีวิทยาลัยนวัตกรรมสังคม มหาวิทยาลัยรังสิต
แม้หลายคราจะมีคำถามกวนใจว่าทำไมเขาถึงเลือกไปเรียนต่อปริญญาโทด้านพัฒนาสังคมที่ประเทศเนเธอแลนด์หลังจากทำงานมายาวนานกว่า 10 ปี ซึ่งประหนึ่งจะขัดกับถ้อยคำในบทกวีที่เขาทุ่มเทหัวใจเขียนในวัยหนุ่มนั้น คำถามนี้วิทยากรไขไม่ยาก เพียงอธิบายเงื่อนไขของสถาบันระดับอุดมศึกษาที่บังคับว่าผู้จะมาเป็นอาจารย์ต้องมีคุณวุฒิขั้นต่ำปริญญาโท นั่นก็ชัดเจนแล้วว่าเขายังคงเหนียวแน่นในความคิดที่ส่งผ่านจากช่วงปริญญาตรีที่ก็ไม่ได้เข้าร่วมพิธีพระราชทานประกาศนียบัตร โดยอาจารย์ป๋วยก็เข้าใจการกระทำเช่นนี้ว่าคืออุดมคติที่ยึดถือ
นอกจากมุ่งเกี่ยวเก็บความรู้คู่ควบถ่ายทอดแก่คนรุ่นต่อไปผ่านระบบการศึกษาในรั้วมหา’ลัยแล้ว การเขียนบทความ ทำงานวิจัย และรับเชิญไปพูดตามสถานที่ต่างๆ ยังทำสม่ำเสมอ แม้ช่วงวัยที่มากขึ้นจะถดถอยพลังลงไปบ้าง ทว่าความเชื่อมั่นว่าสามารถเปลี่ยนสังคมได้แม้จะไม่มากนัก ก็ยังเป็นกำลังใจให้วิทยากรยังพยายามขับเคลื่อนสังคมไปในทิศทางที่ถูกต้อง ด้วยมีความหวังจากการเปลี่ยนแปรภายหลังสิ้นสุดเผด็จการทรราช
หากจะนิยามความเป็นวิทยากร เชียงกูลในวันนี้ เขาเอ่ยว่า
“เป็นนักเขียนที่เชื่อมั่นในแนวทางการปฏิรูปด้วยสันติ จากตอนแรกเขียนเพราะอยากเขียน อยากโชว์ความรู้สึกตอนเป็นนักศึกษา ไม่ได้สนใจสังคมนิยมหรือการเปลี่ยนแปลงสังคมมากนัก แต่พอตื่นตัวทางสังคมแล้ว เชื่อว่าการเขียนคือการปลุกระดม จัดตั้งคน และขยายความรู้ เป็นภาระหน้าที่ทีเดียวที่เราจะต้องคิดวิเคราะห์เพื่อย่อยให้คนอื่นเข้าใจง่ายๆ” วิทยากรเผย พลางย้ำว่าแม้การพิมพ์หนังสือเล่มหนึ่งๆ จะไม่กี่พันเล่ม แต่ก็ได้ประโยชน์เพราะคนรุ่นหลังหาอ่านได้ ดังฉันจึงมาหาความหมายที่ปัจจุบันพิมพ์ครั้งละ 2,000-3,000 เล่ม เป็นครั้งที่ 15 แล้ว
หากกล่าวอย่างเคร่งครัดแล้ว คงยากจะอธิบายความเป็นตัวตนของใครได้ถี่ถ้วนทุกด้าน ยิ่งเขาสั่งสมประสบการณ์มากายนับแต่ห้วงหนุ่มฉกรรจ์ที่รจนาบทกวีที่กลายเป็นสัญลักษณ์ของคนหนุ่มสาวร่วมสมัยในการแสวงหาความหมายของชีวิตด้วยแล้ว ย่อมยากยิ่งจะเอื้อนเอ่ยออกมา ...ทว่าก็ไม่ยากมากเกินไปหากจะใช้ธงแผ่นผืนเดียวของเขาที่ยืนเคียงข้างประชาชนเป็นเกณฑ์ตัดสิน ก็จะพบว่าทำไมผลงานล่าสุดของเขาจึงเป็นหนังสือชื่อ ‘แนวทางปราบคอร์รัปชั่นอย่างได้ผล’