วันอังคารที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2549

หากเราเรียกความผิดพลาดว่าบทเรียน...


3 ความคิดเห็น:

  1. ไม่ระบุชื่อ20 กันยายน, 2549 22:57

    ประเทศไทยชั่วโมงนี้หวนกลับมาสู่บรรยากาศเก่า ๆ อีกครั้ง หลังคณะทหารทำการ “ยึดอำนาจการปกครอง-การบริหารราชการแผ่นดิน” จากรัฐบาลรักษาการณ์ ที่มี พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรี ซึ่งการยึดอำนาจเคยเป็นปรากฏการณ์หนึ่งที่อยู่คู่กับการเมืองไทยมายาวนาน บางยุคนั้นเกิดขึ้นบ่อย ๆ แต่ระยะหลัง ๆ มาก็ห่างหายไป ทว่าก็มาเกิดขึ้นอีกครั้ง โดยครั้งล่าสุดนี้ห่างจากครั้งก่อนหน้า 15 ปีเศษ

    ทั้งนี้ นับตั้งแต่ประเทศไทยมีการเปลี่ยนแปลงการปกครองเป็นระบอบประชาธิปไตยในปี 2475 เคยมีการยึดอำนาจจากคณะผู้บริหารประเทศหรือรัฐบาล ทั้งที่เรียกว่า “รัฐประหาร” “ปฏิวัติ” หรือบางครั้งคณะผู้ก่อการก็ใช้คำว่า “รักษาความสงบเรียบร้อย” “ปฏิรูป” รวมครั้งล่าสุดนี้ก็ 10 ครั้ง ดังนี้คือ...

    ครั้งที่ 1 วันที่ 20 มิ.ย. 2476 ยุค พระยามโนปกรณ์นิติธาดา เป็นนายกรัฐมนตรี โดยมี พระยาพหลพลพยุหเสนา เป็นผู้นำการยึดอำนาจ ครั้งนั้น ไม่มีการตั้งชื่อเฉพาะของคณะผู้ก่อการ เหตุผลกล่าวอ้างในการยึดอำนาจคือ ต้องการให้เปิดสภา โดยให้ใช้รัฐธรรมนูญฉบับที่ 2 ต่อไป

    ครั้งที่ 2 วันที่ 8 พ.ย. 2490 ยุค พล.ร.ต.ถวัลย์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ เป็นนายกรัฐมนตรี มี พล.ท.ผิน ชุณหะวัณ เป็นผู้นำ ใช้ชื่อว่า “คณะทหารของชาติ” ซึ่งนำสู่การกลับคืนอำนาจของฝ่ายทหารบก

    ครั้งที่ 3 วันที่ 29 พ.ย. 2494 ยุค จอมพล ป. พิบูลสงคราม เป็นนายกรัฐมนตรี มี พล.ท.ผิน ชุณหะวัณ เป็นผู้นำ ใช้ชื่อ “คณะบริหารประเทศชั่วคราว” เหตุผลคือ รัฐบาลคุมเสียง ส.ส.และวุฒิสมาชิกไม่ได้

    ครั้งที่ 4 วันที่ 16 ก.ย. 2500 ยุค จอมพล ป. พิบูลสงคราม เป็นนายกฯ มี จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ เป็นผู้นำ ใช้ชื่อ “ผู้รักษาพระนครฝ่ายทหาร” เหตุผล ประชาชนไม่พอใจรัฐบาลเพราะเลือกตั้งไม่สะอาด

    ครั้งที่ 5 วันที่ 20 ต.ค. 2501 ยุค พล.ท. (ยศขณะนั้น) ถนอม กิตติขจร เป็นนายกรัฐมนตรี มี จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ เป็นผู้นำ ไม่มีการตั้งชื่อคณะผู้ก่อการ เหตุผลคือ รัฐบาลไม่สามารถคุมเสียง ส.ส.ได้

    ครั้งที่ 6 วันที่ 17 พ.ย. 2514 ยุค จอมพลถนอม กิตติขจร เป็นนายกรัฐมนตรี เป็นการปฏิวัติโดยจอมพลถนอมเอง ไม่มีการตั้งชื่อคณะผู้ก่อการ เหตุผลคือ รัฐบาลควบคุมเสียง ส.ส.ที่มาจากการเลือกตั้งไม่ได้

    ครั้งที่ 7 วันที่ 6 ต.ค. 2519 ยุค ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช เป็นนายกรัฐมนตรี มี พล.ร.อ.สงัด ชลออยู่ เป็นผู้นำ ใช้ชื่อ “คณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน” เหตุผล ภัยคอมมิวนิสต์ กระทบความมั่นคงของชาติ ราชบัลลังก์

    ครั้งที่ 8 วันที่ 20 ต.ค. 2520 ยุค นายธานินทร์ กรัยวิเชียร เป็นนายกรัฐมนตรี มี พล.ร.อ.สงัด ชลออยู่ เป็นผู้นำ ไม่มีการตั้งชื่อคณะผู้ก่อการ เหตุผลคือ เร่งฟื้นฟูเศรษฐกิจ สังคม ความสามัคคีของคนในชาติ

    ครั้งที่ 9 วันที่ 23 ก.พ. 2534 ยุค พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ เป็นนายกรัฐมนตรี มี พล.อ.สุนทร คงสมพงษ์ เป็นผู้นำ ร่วมกับนายทหารระดับสูง เช่น พล.อ.สุจินดา คราประยูร ครั้งนี้ใช้ชื่อ “คณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ” หรือ “รสช.” เหตุผล ขจัดภยันตรายที่มีต่อประเทศชาติ สถาบันพระมหากษัตริย์

    การยึดอำนาจครั้งที่ 3 ครั้งที่ 5 และครั้งที่ 6 เป็นการ “ปฏิวัติเงียบ” หรือการ “ปฏิวัติตัวเอง” เพื่อที่จะใช้อำนาจได้อย่างเบ็ดเสร็จ โดยการเปลี่ยนแปลงซึ่งอำนาจการปกครองดังที่ว่ามาไม่นับรวมการสิ้นอำนาจของรัฐบาล กรณีรัฐบาลยุคนายกรัฐมนตรี นายควง อภัยวงศ์ ที่ถูกจี้บังคับให้ลาออกใน 24 ชั่วโมง เมื่อวันที่ 8 เม.ย. 2491, กรณีรัฐบาลยุค จอมพลถนอม กิตติขจร ที่จำต้องลาออกเนื่องจากเหตุการณ์วันมหาวิปโยค 14 ต.ค. 2516, กรณีรัฐบาลยุค พล.อ.สุจินดา คราประยูร ที่ลาออกจากเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ ช่วงระหว่างวันที่ 17-21 พ.ค. 2535

    และที่ว่ามาก็ไม่รวมกรณี “กบฏ” ยึดอำนาจไม่สำเร็จ ที่มี 12 ครั้ง คือ... กบฏ ร.ศ.130, กบฏบวรเดช(11 ต.ค. 2476), กบฏนายสิบ(3 ส.ค. 2478), กบฏพระยาทรงสุรเดชหรือกบฏ 18 ศพ(29 ม.ค. 2482), กบฏเสนาธิการ(1 ต.ค. 2491), กบฏแบ่งแยกดินแดน(พ.ย. 2491), กบฏวังหลวง(26 ก.พ.2492), กบฏแมนฮัตตัน(29 มิ.ย. 2494), กบฏสันติภาพ(8 พ.ย. 2497), กบฏ 26 มี.ค. 2520, กบฏยังเติร์ก(1 เม.ย. 2524), กบฏทหารนอกราชการ (9 ก.ย. 2528)

    สำหรับการยึดอำนาจล่าสุดที่เป็น ครั้งที่ 10 วันที่ 19 ก.ย. 2549 ใช้ชื่อว่า “คณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข” มี พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ผู้บัญชาการทหารบก เป็นผู้นำ ด้วยเหตุผลเกี่ยวกับการที่บ้านเมืองแตกแยกแบ่งฝ่าย การเคลือบแคลงการบริหารงานของรัฐบาลเกี่ยวกับทุจริตประพฤติมิชอบ องค์กรอิสระถูกครอบงำ และที่สำคัญมีสถานการณ์ที่หมิ่นเหม่ต่อการหมิ่นเบื้องสูง

    ทั้งนี้ ถ้า “รัฐประหาร” หมายถึงยึดอำนาจโดยยังใช้รัฐธรรมนูญฉบับเก่า หรือใช้รัฐธรรมใหม่เพื่อให้เลือกตั้งใหม่โดยเร็ว ถ้า “ปฏิวัติ” หมายถึงยึดอำนาจโดยยกเลิกรัฐธรรมนูญเก่า อาจมีหรือไม่มีการใช้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ และอาจจัดตั้งรัฐบาลและสภาแต่จะมาจากการแต่งตั้ง ส่วนคำว่า “รักษาความสงบเรียบร้อย” ก็ทำให้ฟังดูเบาลงในส่วนของชื่อ ขณะที่ “ปฏิรูป” ที่ก็มีการนำมาใช้กับการยึดอำนาจ หมายถึงปรับปรุงให้สมควร

    แต่ไม่ว่าจะใช้คำว่าอะไร ยังไงก็คือการ “ยึดอำนาจ” ที่ล่าสุดก็เกิดขึ้นอีก บนเส้นทางเดิม ๆ ในยุคคนชื่อ “ทักษิณ ชินวัตร” เป็นนายกฯแค่ 5 ปีกว่า ๆ ก็ “สร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ทางการเมือง” ไว้หลายหน้า...

    รวมถึงประวัติศาสตร์หน้าใหม่ล่าสุด ในวันที่ 19 เดือน 9 ปี 2549

    ที่เจ้าตัวเองก็อาจ “ไม่คาดคิด” ว่าจะเป็นคนสร้าง ?!?!?!?

    ตอบลบ
  2. ไม่ระบุชื่อ20 กันยายน, 2549 23:18

    โค่นทักษิณ!ผบ.ทบ.ชิงนำปฏิวัติดับวิกฤติคุมตัวรุ่น10ไม่เสียเลือดเนื้อ


    20 กันยายน 2549 กองบรรณาธิการ

    โค่นทรราช! คณะปฏิรูปการปกครอง นำโดย พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ผบ.ทบ. ปฏิวัติยึดอำนาจ พ.ต.ท.ทักษิณโดยไม่เสียเลือดเนื้อ ก่อนหน้าข่าวสะพัดตลอดทั้งวัน 2 ฝ่าย


    วางกำลังหักเหลี่ยมเฉือนคมชนิดนาทีต่อนาที เมื่อทหารจากกองทัพภาค 1, 2, 3 รวมทั้งพลร่มป่าหวายเคลื่อนเข้ากรุงเทพฯ พล.อ.พรชัย-ผอ.ข่าวกรองฯ เข้าหารือเครียด "ธรรมรักษ์" แต่ไม่ทันการณ์ "ทักษิณ" เคว้งที่สหรัฐประกาศภาวะฉุกเฉินข้ามทวีป ชิงออกช่อง 9 ไม่ทันจบ ฝ่ายปฏิรูปสั่งตัดทันควัน "ชิดชัย-เรืองโรจน์" ตั้งกองบัญชาการสู้ที่ บก.สส.

    ห้วงวันอังคารที่ผ่านมา นอกจากข่าวการเตรียมชุมนุมใหญ่ของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ที่ลานพระบรมรูปทรงม้า วันที่ 20 กันยายน เพื่อต่อต้าน พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร รักษาการนายกรัฐมนตรีแล้ว ก็ปรากฏว่าได้มีกระแสข่าวแพร่สะพัดไปทุกวงการตั้งแต่เช้า ถึงการปฏิวัติรัฐประหาร ทั้งนี้ ได้มีประชาชนโทรศัพท์สอบถามสื่อมวลชนทุกสำนักตลอดเวลา บ้างก็โทรศัพท์แจ้งข้อมูลถึงความเคลื่อนไหวที่น่าสนใจ

    ข่าวแจ้งว่า ในช่วงบ่ายมีรายงานการเคลื่อนกำลังทหารในต่างจังหวัดจากหลายหน่วย โดยเฉพาะการเคลื่อนกำลังพลของกองทัพบกในพื้นที่ จ.ลพบุรี และกองทัพภาคที่ 3 ซึ่งจากการตรวจสอบข้อมูลในเบื้องต้นไปยังต้นสังกัด ยอมรับว่ามีการเคลื่อนกำลังทหารจำนวน 4 กองพัน ของกองทัพภาคที่ 3 และ 5 กองพันของกรมทหารราบที่ 31 รักษาพระองค์ ของกองทัพภาคที่ 1 จริง โดยเป็นการเคลื่อนกำลังเพื่อไปผลัดเปลี่ยนกำลังพลที่ปฏิบัติภารกิจในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ตามวงรอบงบประมาณปี 2550

    นอกจากนี้ ยังมีการเคลื่อนกำลังพลจากกองพันทหารม้าที่ 23 และกองพันทหารม้าที่ 24 จากกองพลทหารม้าที่ 2 รักษาพระองค์ เพื่อเตรียมจัดกำลังบางส่วนที่จะไปปฏิบัติงานสนับสนุนกองกำลังผาเมืองที่ปฏิบัติภารกิจป้องกันอธิปไตยตามแนวชายแดนที่ จ.เพชรบูรณ์ โดยมีการฝึกกองร้อยบรรเทาสาธารณภัย และฝึกซ้อมกำลังพลที่จะลงไปปฏิบัติงานในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้

    ในส่วนของกองพลทหารราบที่ 9 จ.กาญจนบุรี ได้รับคำสั่งจากหน่วยเหนือให้มีการเตรียมความพร้อมในการรักษาความสงบเรียบร้อยภายใน หากเกิดเหตุการณ์ที่รุนแรงเกิดขึ้นโดยได้รับคำสั่งจากหน่วยเหนือให้มีความพร้อม

    ขณะเดียวกัน พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ผู้บัญชาการทหารบก ได้สั่งการให้หน่วยขึ้นตรงของกองทัพบกติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด พร้อมทั้งกำชับให้หน่วยที่อยู่ใน กทม.ดูแลที่ตั้งของหน่วยตัวเอง ทั้งนี้ กองทัพบกยังคงใช้แผน "ปฐพี 149" 2 ขั้น คือ ขั้นที่ 1 ให้กำลังพลอยู่ประจำฐานที่ตั้งตามปกติ และขั้นที่ 2 ให้กำลังพลออกไปปฏิบัติภารกิจภายนอกที่ตั้งของหน่วย กรณีที่เจ้าหน้าที่ตำรวจไม่สามารถควบคุมสถานการณ์หากเกิดเหตุร้ายจากการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรฯ หรือกลุ่มผู้ชุมนุมมีการพัฒนาใช้กำลังรุนแรงด้วยการทำลายอาคารสถานที่ต่างๆ

    นายทหารระดับสูงผู้หนึ่งยืนยันว่า กองทัพบกมีการเตรียมกำลังความพร้อมจริง

    สำหรับบรรยากาศในช่วงเช้า รัฐบาลได้เชิญผู้บัญชาการเหล่าทัพเข้าร่วมประชุมคณะรัฐมนตรีนัดพิเศษกะทันหัน โดยนายกฯ จะประชุมผ่านระบบอินเทอร์เน็ตผ่าน เว็บคาเมรา ปรากฏว่า ผบ.เหล่าทัพแจ้งติดภารกิจสำคัญไม่สามารถเข้าร่วมประชุมได้ โดยในส่วนของกองทัพบก พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ผบ.ทบ. ได้มอบหมายให้ พล.อ.โสภณ ศีลพิพัฒน์ เสนาธิการทหารบก ในฐานะเลขานุการ กบ.ชต. เข้าร่วมประชุมแทน

    แหล่งข่าวนายทหารระดับสูงกองทัพบก ระบุว่า เมื่อเวลา 08.00 น. พล.ท.ปรีชา วรรณรัตน์ รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ได้โทรศัพท์แจ้ง พล.อ.สนธิ ให้เข้าร่วมประชุม แต่ พล.อ.สนธิติดภารกิจในการพบปะกับนายทหารเกษียณอายุที่สนามกอล์ฟย่านลำลูกกา ขณะที่ พล.อ.อ.ชลิต พุกผาสุข ผบ.ทอ. ติดภารกิจให้การต้อนรับ พล.อ.เรืองโรจน์ มหาศรานนท์ ผบ.สส. ที่เดินทางมาเยี่ยมอำลากองทัพ เนื่องจากเกษียณอายุราชการในเดือนกันยายนนี้

    ข่าวแจ้งว่า มีรายงานว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี จะเดินทางกลับประเทศไทยก่อนกำหนด จากเดิมวันที่ 22 ก.ย. เลื่อนมาเป็นวันที่ 21 ก.ย. เวลา 05.00 น. ท่ามกลางกระแสรัฐประหารที่เกิดขึ้นตลอดทั้งวัน

    มีรายงานจากจังหวัดนครราชสีมาแจ้งว่า เย็นวันอังคาร ทหารประมาณ 1,000 นายจากกองทัพภาคที่ 2 ค่ายสุรนารี นครราชสีมา เคลื่อนเข้ากรุงเทพฯ อ้างว่าเพื่อเตรียมรักษาความปลอดภัยจากการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย

    ขณะที่ทหารจากค่ายจักรพงษ์ภูวนารถ ประมาณ 500 นายก็เคลื่อนเข้ากรุงเทพฯ โดยจะถึงประมาณ 23.00 น.

    เว็บไซต์พันธุ์ทิพย์ดอทคอม ในห้องราชดำเนิน ได้มีการส่งข้อความจะมีการปฏิวัติในคืนวันที่ 19 ก.ย. ผู้ส่งข้อความอ้างว่าบิดาเป็นนายทหาร เมื่อตนโทรศัพท์กลับบ้านจึงทราบว่าทหารนัดรวมตัวกันในกองพันเวลา 21.00 น.

    ในช่วงค่ำ ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ตำรวจนครบาลและตำรวจกองปราบปราม พร้อมอาวุธครบมือ เข้ารักษาการในทำเนียบรัฐบาล ส่วนที่กองบัญชาการกองทัพบก รถโมบายและทหารจำนวนหนึ่งเดินทางเข้าไป ก่อนที่จะออกไปยังสถานีโทรทัศน์กองทัพบกช่อง 5 จากนั้นทางสถานีก็แจ้งให้ผู้สื่อข่าวและช่างภาพเตรียมพร้อม ขณะที่รายการภาคปกติถูกตัดไปทันที เป็นการแพร่ภาพพระราชกรณียกิจพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ โดยเปิดเพลงประกอบทั้งแต่เวลาประมาณ 21.00 น.

    เวลา 21.00 น.เศษ รถถังเคลื่อนไปรักษาการที่ทำเนียบรัฐบาล นอกจากนี้มีรถถังเคลื่อนไหวยังสถานีโทรทัศน์ช่องต่างๆ รวมทั้งสถานีโทรทัศน์ช่อง 9 อสมท

    ข่าวแจ้งว่า การปฏิวัติรัฐประหารเริ่มชัดเจนเป็นลำดับดังนี้ ในช่วงเช้ามีข่าวแพร่สะพัดว่าทหารจากกองทัพภาคที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 เคลื่อนออกจากที่ตั้งเข้ามายังกรุงเทพฯ รวมทั้ง ร.31 พัน.1 กรมทหารราบที่ 9 พล.ม.1 จากจังหวัดเพชรบูรณ์ ซึ่งกำลังทั้งหมดอยู่ในฝ่าย พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ผบ.ทบ. และเป็นที่จับตาว่า พล.อ.สนธิไม่เข้าร่วมประชุม ครม. จึงมีข่าวจากทำเนียบรัฐบาลว่าทหารกลุ่มหนึ่งจะปฏิวัติรัฐบาล

    ในช่วงเย็น พล.อ.พรชัย กรานเลิศ ผู้ช่วย ผบ.ทบ. และ พล.ต.อ.จุมพล มั่นหมาย ผอ.สำนักข่าวกรองฯ เข้าพบ ผบ.ทบ.ที่บ้านพักเกษะโกมล คาดว่าเป็นการเจรจาเรื่องการทำปฏิวัติรัฐประหาร

    ข่าวอีกกระแสหนึ่งแจ้งว่า พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ ได้เดินทางเข้าพระราชวังสวนจิตรลดา พร้อมด้วย พล.ท.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผบ.พล.1 และ ผบ.หน่วยทหารเสือราชินี

    กระแสข่าวว่า ผบ.ทบ.จะทำปฏิวัติมาจากทำเนียบรัฐบาล และต่อมา แกนนำนายทหารรุ่น 10 ก็เดินทางเข้าพบ พล.อ.ธรรมรักษ์ อิศรางกูร ณ อยุธยา รมว.กลาโหม ที่บ้านพักเมืองเอก มีการวิเคราะห์ว่ารัฐบาลปล่อยข่าว ผบ.ทบ.จะปฏิวัติ เพื่อที่จะส่งกำลังของตัวเองทำรัฐประหาร แต่ว่าช้าไป

    เวลา 20.30 น. ทหารหน่วยสงครามพิเศษ 1 กองพัน เคลื่อนเข้า บก.ทบ.เข้าไปอยู่ในหอประชุมกิตติขจร และลานจอดรถชั้น 2 ขณะเดียวกันก็มีรถนายทหารฝ่ายเสธ. ฝ่ายยุทธการ และ ผบ.ทบ.ร่วม 20 คันเข้าไปด้วย รวมทั้งรถดาวเทียมทหารเข้าไปด้วย

    รถถังจาก ม.พัน.4 รอ. จำนวน 3 คันประจำการอยู่หน้าบ้าน พล.อ.เปรมที่สี่เสาเทเวศร์ รถถังอีก 3 คันอยู่ที่หน้าวังแดง ถนนศรีอยุธยา และอีก 4 คันอยู่ที่ถนนประชาเกษมหลัง บก.ทบ. นอกจากนี้ ทหาร 1 กองพันเข้ายึดสถานีโทรทัศน์ช่อง 5 ขณะที่สถานีโทรทัศน์ช่อง 9 อสมท แจ้งมายังช่อง 5 ขอให้ถ่ายทอดภาพและเสียงนายกรัฐมนตรี เรื่องการประกาศภาวะฉุกเฉิน แต่ช่อง 5 ปฏิเสธ

    เวลา 22.30 รถ ม.พัน 4 รอ. เคลื่อนกำลังมาที่ลานพระบรมรูปฯ 2 คัน บริเวณแยกสุโขทัย 1 คัน หันกระบอกปืนเข้าฝั่งทำเนียบรัฐบาล เป็นที่น่าสังเกตว่าปากประบอกปืนติดริบบิ้นสีเหลือง จราจรบริเวณถนนราชดำเนินในติดขัด ประชาชนตกใจ บางคนก็ถ่ายรูปรถถังไว้

    ไล่เลี่ยกัน คณะปฏิรูปได้ออกประกาศทางสถานีโทรทัศน์ ช่อง 3, 5, 7, 9, 11 และไอทีวีที่ยุติรายการปกติโดยสิ้นเชิงว่า

    "เนื่องด้วยขณะนี้คณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข ประกอบด้วย ผู้บัญชาการเหล่าทัพ และผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ได้เข้าควบคุมสถานการณ์ในเขตพื้นที่ กทม.และปริมณฑลไว้ได้แล้ว และไม่มีการขัดขวาง เพื่อเป็นการรักษาความสงบเรียบร้อยของบ้านเมือง จึงขอความร่วมมือประชาชนในการให้ความร่วมมือ และขออภัยในความไม่สะดวกไว้ ณ ที่นี้ด้วย".







    ก่อนหน้าที่คณะปฏิรูปจะออกแถลงการณ์การปฏิวัติยุติลงด้วยความเรียบร้อย พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ก็ได้ชิงแถลงผ่านสถานีโทรทัศน์ ช่อง 9 ว่า

    โดยที่ปรากฏว่ามีกลุ่มบุคคลที่จะก่อการปฏิวัติ รัฐประหาร มีการสั่งเคลื่อนย้ายกำลังเพื่อโค่นล้มยึดอำนาจจากรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งโดยชอบด้วยรัฐธรรมนูญและกฎหมาย ซึ่งจะมีผลกระทบอย่างร้ายแรงต่อความมั่นคงของรัฐ ความปลอดภัยในชีวิตหรือทรัพย์สินของรัฐและของบุคคล รวมทั้งกระทบอย่างร้ายแรงต่อการใช้สิทธิและเสรีภาพของประชาชน ซึ่งจำเป็นต้องมีการมีมาตรการเร่งด่วน เพื่อรักษาไว้ซึ่งการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ตามรัฐธรรมนูญแห่างราชอาณาจักรไทย และจำเป็นที่จะต้องเร่งแก้ปัญหาดังกล่าวให้ยุติได้อย่างมีประสิทธิภาพและทันท่วงที

    อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 5, 6 และ 11 วรรค 1 แห่งพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 อันเป็นกฎหมายที่มีบทบัญญัติบางประการเกี่ยวกับการจำกัดสิทธิและเสรีภาพของบุคคล ซึ่งมาตรา 29 ประกอบกับมาตรา 31, 35, 36, 37, 39, 44, 48, 50 และมาตรา 51 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย บัญญัติให้กระทำได้โดยอาศัยอำนาจตามบทบัติแห่งกฎหมาย นายกรัฐมนตรี โดยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรี จึงได้ประกาศสถานกาณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรงในเขตท้องที่กรุงเทพฯ ทั้งนี้ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป ประกาศ ณ วันที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2549 เวลา 21.15 น.

    ปลด ผบ.ทบ.ข้ามโลก

    พ.ต.ท.ทักษิณยังกล่าวต่อว่า "พี่น้องครับ ผมขออีก 2 ฉบับ ตามที่ได้มีประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรงในเขตท้อง กทม.แล้วนั้น เพื่อให้การดำเนินการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรงในเขตท้องที่ กทม. เป็นไปอย่างเหมาะสมและทันท่วงที อาศัยอำนาจตามมาตรา 11 (4) แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหาราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 ประกอบกับมาตรา 11 วรรค 2 (6) แห่งพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 จึงให้ พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ผู้บัญชาทหารบก มาปฏิบัติราชการสำนักนายกรัฐมนตรี และให้รายงานตัวต่อ พล.ต.อ.ชิดชัย วรรณสถิตย์ รักษาการนายกรัฐมนตรี ณ บัดนี้ ทั้งนี้ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป ประกาศ ณ วันที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2549

    ขออีกคำสั่งหนึ่งครับ คำสั่งผู้กำกับการปฏิบัติงานตามประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน เรื่องแต่งตั้งหัวหน้าผู้รับผิดชอบ และมอบอำนาจในการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน ตามที่ได้มีการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรงในเขตกรุงเทพฯ อยู่แล้วนั้น อาศัยอำนาจตามมาตรา 7 วรรค 4 และวรรค 6 และมาตรา 10 แห่งพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 ผู้กำกับการปฏิบัติงานตามประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน จึงมีคำสั่งดังนี้ ให้ผู้บัญชาการทหารสูงสุด เป็นหัวหน้าผู้รับผิดชอบในการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน มีอำนาจในการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน ตามที่กำหนดไว้ในพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548

    ดังนี้ 1.บังคับบัญชาและสั่งการตรวจราชการและข้าราชการที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งพนักงานเจ้าหน้าที่เพื่อปฏิบัติอันให้เป็นไปตามกฎหมายที่กำหนด 2.ดำเนินการอื่นๆ ตามที่รองนายกรัฐมนตรีหรือรัฐมนตรีซึ่งเป็นผู้มีอำนาจในการกำกับปฏิบัติงานตามประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินกำหนดหรือมอบหมาย ทั้งนี้ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป....

    คำกล่าวของ พ.ต.ท.ทักษิณยังไม่ทันจบสิ้นความ ภาพหน้าจอทีวีก็ดับวูบเหลือแต่จอขาว ตัดเข้าสู่โฆษณา ตามด้วยสารคดีพระราชกรณียกิจเฉกเช่นเดียวกับทีวีช่องอื่นๆ

    เวลาประมาณ 22.00 น. ทหารได้แยกกันคุมที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติและกองปราบปราม ในขณะที่ก่อนหน้านี้ ตำรวจคอมมานโดส่วนหนึ่งจากการสั่งของ พล.ต.ต.วินัย ทองสอง ได้เคลื่อนย้ายโดยอ้างว่าจะรักษาความปลอดภัย แต่เมื่อทหารได้เข้าคุมกองปราบปราม จึงยอมล่าถอยแต่โดยดี ทั้งนี้รายงานข่าวระบุว่า พล.ต.อ.โกวิท วัฒนะ ผบ.ตร. ทราบข่าวนี้แล้วและพักที่บ้านตามปกติ

    "สมัคร" หนีตาย "ดุสิต"ถูกรวบ

    นอกเหนือจากการเคลื่อนตัวบุกยึดตามสถานที่สำคัญต่างๆ รวมทั้งบ้านจันทร์ส่องหล้าของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร แล้ว ยังมีทหารส่วนหนึ่งไปควบคุมบุคคลในเครือข่ายผู้ฝักใฝ่ระบอบทักษิณ อาทิ นายสมัคร สุนทรเวช ส.ว.กทม. และนายดุสิต ศิริวรรณ สองคู่หูพิธีกรรายการในสถานีเครือข่ายต่างๆ แต่นายสมัครสามารถหนีเอาตัวรอดไปได้ ขณะที่นายดุสิต ศิริวรรณ ถูกควบคุมตัวไว้

    . เวลาประมาณ 23.00 น. สำนักข่าวซีเอ็นเอ็น ได้เผยแพร่ "ข่าวด่วน" เกี่ยวกับการประกาศภาวะฉุกเฉินของ พ.ต.ท.ทักษิณ ในขณะที่มีกระแสข่าวว่า ยังเกิดความสับสนและกำลังทหารได้เข้าควบคุมสถานการณ์ต่างๆ ไว้แล้ว นอกจากนั้นสำนักข่าวบีบีซีก็ได้มีการวิเคราะห์ว่า การปฏิวัติดังกล่าวทำให้ประเทศไทยถอยหลัง

    มีรายงานว่า หน่วยคุมกำลังที่อยู่ข้างรัฐบาลโดยเฉพาะนายทหารรุ่น 10 ส่วนหนึ่งได้เข้ารายงานตัวต่อ ผบ.ทบ. ที่ บก.ทบ.แล้ว คือ ผบ.พล.ม.2 ผบ.พล.ปตอ. ผบ.พล.1 รอ.

    ข่าวแจ้งด้วยว่า คณะปฏิรูปได้ควบคุมตัว นพ.พรหมินทร์ เลิศสุริย์เดช เลขาธิการนายกรัฐมนตรี ไว้ได้ ขณะที่ พล.อ.ธรรมรักษ์ อิศรางกูร ณ อยุธยา รมว.กลาโหม มีข่าวว่าหนีออกต่างจังหวัด

    อย่างไรก็ตาม ปรากฏว่า พล.ต.อ.ชิดชัย วรรณสถิตย์ รองนายกรัฐมนตรี และ พล.อ.เรืองโรจน์ มหาศรานนท์ ผบ.สูงสุด ได้เข้าไปบัญชาการอยู่ใน บก.ทหารสูงสุด ถนนแจ้งวัฒนะ โดยมีกำลังทหารรักษาการณ์ปิดหัว-ท้ายถนนแจ้งวัฒนะ แต่ก็มีข่าวต่อมาว่า คณะปฏิรูปได้ควบคุมตัว พล.ต.อ.ชิดชัยไว้ได้แล้ว



    เวลาใกล้ 24.00 น. พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ผบ.ทบ. และ ผบ.เหล่าทัพ เดินทางเข้าเฝ้าฯ ที่พระราชวังสวนจิตรลดา

    ประกาศคณะปฏิรูปฯ ฉบับที่ 1

    เวลาเดียวกัน พล.ต.ประภาศ สกุลตนาค ที่ปรึกษา ผอ.ทบ.5 ได้ออกมาอ่านประกาศคำแถลงการณ์ของคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอย่างเป็นทางการ ใจความว่า "ประกาศแถลงการณ์ฉบับที่ 1 คณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุข ซึ่งประกอบด้วยผู้บัญชาการเหล่าทัพ และผู้บัญชาการสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ได้เข้าควบคุมพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑลไว้ได้แล้ว ต่างฝ่ายต่างมุ่งหวังเอาชนะด้วยวิธีการหลากหลายรูปแบบ และมีแนวโน้มนับวันจะทวีความรุนแรงยิ่งขึ้น โดยประชาชนส่วนใหญ่เคลือบแคลงสงสัยการบริหารราชการแผ่นดินอันส่อไปทางทุจริตประพฤติมิชอบอย่างกว้างขวาง หน่วยงาน องค์กรอิสระถูกครอบงำทางการเมือง ไม่สามารถสนองตอบตามเจตนารมณ์ที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ทำให้การดำเนินกิจการทางการเมืองเกิดปัญหาและอุปสรรคหลายประการ รวมทั้งหมิ่นเหม่ต่อพระบรมเดชานุภาพแห่งองค์พระมหากษัตริย์ ผู้ทรงเป็นที่เทิดทูนเคารพของประชาชนชาวไทย แม้หลายภาคส่วนของสังคมจะได้พยายามประนีประนอมคลี่คลายสถานการณ์มาโดยต่อเนื่องแล้ว แต่ก็ยังไม่สามารถที่จะทำให้สถานการณ์ความขัดแย้งยุติลงได้

    ดังนั้น คณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุข ซึ่งประกอบด้วยผู้บัญชาการเหล่าทัพ และผู้บัญชาการสำนักงานตำรวจแห่งชาติ จึงมีความจำเป็นต้องยึดอำนาจการปกครองแผ่นดินตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป โดยคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุข ขอยืนยันว่าไม่มีเจตนาจะเข้ามาเป็นผู้บริหารราชการแผ่นดินเสียเอง แต่จะได้คืนอำนาจการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุขกลับคืนสู่ปวงชนชาวไทยโดยเร็วที่สุด ทั้งนี้ เพื่อธำรงรักษาไว้ซึ่งความสงบสุขและความมั่นคงของชาติ พร้อมทั้งเทิดทูนไว้ซึ่งสถาบันพระมหากษัตริย์ อันเป็นที่เคารพยิ่งของปวงชนชาวไทยทุกคน

    ที่หน้าบ้านจันทร์ส่องหล้าของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ทหารเข้ารักษาการโดยมีรถถังจอดไว้ด้วย มีรายงานว่า นายกรัฐมนตรีที่จะเข้ามารักษาการในช่วงนี้ น่าจะเป็นนายอักขราทร จุฬารัตน ประธานศาลปกครองสูงสุด

    มีรายงานว่า เมื่อเวลา 21.00 น. คุณหญิงพจมาน ชินวัตร พร้อมบุตรคือ นายพานทองแท้ และ น.ส.พิณทองทา ชินวัตร ได้เดินทางไปสนามบินสุวรรณภูมิ เพื่อเดินทางไปประเทศสิงคโปร์.

    ตอบลบ
  3. ไม่ระบุชื่อ20 กันยายน, 2549 23:20

    สุนทรพจน์'ทักษิณ' ประจานตัวเองข้ามโลก


    20 กันยายน 2549 กองบรรณาธิการ

    คำกล่าวสุนทรพจน์ของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร บนเวทีโลกที่เรียกว่า Council of Foreign Relations ณ นครนิวยอร์ก ประเทศสหรัฐอเมริกา


    หากเป็นเวลาปกติหรือเป็นบรรยากาศย้อนหลังไปเมื่อ 6 ปีที่ผ่านมา ไม่เพียงประชาชนคนไทยบนผืนแผ่นดินมาตุภูมิเท่านั้นที่จะรู้สึกภาคภูมิใจ แต่คนไทยที่ออกไปสร้างตัวสร้างถิ่นฐานในต่างแดน ก็คงจะยืดอกด้วยความดีใจ ในขณะที่คนทั่วโลกก็น่าจะรู้สึกริษยาในความโชคดีของคนไทย เพราะมีผู้นำประชาธิปไตยที่น่ายกย่อง รัก เคารพและเข้าใจในสิทธิและเสรีภาพของประชาชนของตัวเองอย่างหาใครจับตัวยาก



    "หัวใจสำคัญของประชาธิปไตยและบทบาทที่ต้องปฏิบัติ ถือเป็นสิ่งสำคัญในการกำหนดอนาคตของภูมิภาค โดยรูปแบบแล้ว ประชาธิปไตยมีลักษณะต่างๆ รวมกันคือ การเคารพผลของการเลือกตั้งที่อิสระและยุติธรรม เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นและการรวมกับกฎหมายและระเบียบ โอกาสที่เท่าเทียมและพื้นฐานเศรษฐกิจที่มั่นคง ทั้งหมดนี้คือหลักการของระบอบประชาธิปไตย สำหรับในประเทศไทย สาระสำคัญของประชาธิปไตย คือการมีส่วนร่วมและสิทธิของประชาชน ซึ่งกำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญและในกฎหมาย" เป็นส่วนหนึ่งของสุนทรพจน์โดยรักษาการนายกรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 19 ก.ย.ที่ผ่านมาตามวันเวลาของประเทศไทย



    แต่น่าเสียดายที่วันเวลาได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า สุนทรพจน์อันฟังดูงดงามของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ในครั้งนี้ กลายเป็นสิ่งตอกย้ำให้ทุกฝ่ายได้เห็นว่า นอกจากผู้นำไทยเป็นนักประชาธิปไตยจอมปลอมแล้ว ยังพยายามทุกวิถีทางที่จะบิดเบือนข้อเท็จจริงโดยไม่สำนึกละอายใจเลยว่า กำลังโกหกคำโตข้ามโลกอย่างหน้าด้านๆ ซึ่งไม่เพียงเท่ากับดูถูกประชาชนในบ้านของตัวเองเท่านั้น แต่ยังคิดเองเออเองว่า นานาชาติทั่วโลกกินแกลบอีกต่างหาก ทั้งๆ ที่หัวหน้าพรรคไทยรักไทยประจักษ์แจ้งแก่ใจดีว่า เทคโนโลยีข่าวสารสนเทศในขณะนี้อยู่ในระดับที่เรียกว่าโลกไร้พรมแดนอีกต่อไปแล้ว



    บทบาทบนเวทีโลกของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร จึงยิ่งกว่าประจานตัวเองให้ทุกคนได้เห็นธาตุแท้ เพราะคำกล่าวของหัวหน้าพรรคไทยรักไทยว่า "ในระบบประชาธิปไตย การเลือกตั้งที่อิสระและยุติธรรม จะต้องไม่ยอมอ่อนข้อให้กับกลุ่มที่ไม่พอใจผลการเลือกตั้ง เมื่อประชาชนออกเสียงผ่านการเลือกตั้งแล้ว กระบวนการต่างๆ จะต้องดำเนินการต่อไป ไม่ใช่เป็นไปตามการประท้วงตามท้องถนน ประชาธิปไตยคือโครงการสำคัญของการเติบโตของประชาชน" นั้น มีคำพิพากษาจากศาลสถิตยุติธรรม ศาลปกครองสูงสุด และศาลรัฐธรรมนูญแล้วว่า การเลือกตั้งที่ พ.ต.ท.ทักษิณระบุนั้น ขี้โกง ตั้งใจทุจริต และไม่เที่ยงธรรมเป็นที่ประจักษ์อย่างที่สุด แม้กระทั่งคณะกรรมการการเลือกตั้งก็ยังถูกศาลพิพากษาจำคุกแล้ว



    พระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ซึ่งรับสั่งกังวลต่อกระบวนการเลือกตั้งที่ไม่เป็นประชาธิปไตย ก็ยังเป็นสิ่งที่ประชาชนคนไทยน้อมรับใส่เกล้าฯ มาตั้งแต่วันที่ 25 เม.ย.2549 แล้วบุคคลที่ได้ชื่อว่าเป็นผู้นำ อย่างหัวหน้าพรรคไทยรักไทย ยังคงเลือกที่จะพูดเอาความดีใส่ตัวยกความชั่วให้คนอื่นเช่นนี้ จักต้องมีวันที่คนไทยทั้งประเทศไม่สามารถไว้วางใจ และเชื่อถือได้อีกต่อไปนั้น ขอยืนยันว่าไม่อาจจะโทษใครได้เลย



    เสียงตะโกนให้ทักษิณออกไปในบ้านเกิดเมืองนอกที่บานปลายไปยังหลายๆ ประเทศ เป็นข้อพิสูจน์แล้วว่า ประเทศไทยมีประชาธิปไตยอย่างที่ พ.ต.ท.ทักษิณระบุ หรือว่าเป็นการสร้างภาพยึดประเพณีการเลือกตั้งเป็นข้ออ้างเพื่อรวบบริหารอำนาจแบบเบ็ดเสร็จ ภาพของนักวิชาการสถาบันการศึกษาต่างๆ ออกมาเรียกร้องให้วางมือจากการเมือง ใช่กุ๊ยข้างถนน หรือเป็นพลังมวลชนที่รู้เท่าทันทักษิณ ไม่ต้องการให้แอบอ้างประชาธิปไตยทำกำไรจากชาวบ้านอีกต่อไป บรรยากาศแท้จริงเฉกเช่นนี้ โกหกคนทั้งโลกได้อย่างไร



    สถานการณ์ประเทศไทยวันนี้ ไม่ว่าจะเป็นประชาธิปไตยจอมปลอม รัฐธรรมนูญจำแลง ม็อบข้างถนน ม็อบชนม็อบ ทุจริตคอรัปชั่นครองเมือง..ต้องโทษระบอบทักษิณ ของคนชื่อทักษิณ ซึ่งรวยแล้วไม่รู้จักพอนั่นแหละคือคำตอบสุดท้าย.

    ตอบลบ